home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

อะโวคาโด ผลไม้ที่มีดีมากกว่าแค่เนื้อนุ่ม มัน รสชาติอร่อย

อะโวคาโด ผลไม้ที่มีดีมากกว่าแค่เนื้อนุ่ม มัน รสชาติอร่อย

ปัจจุบันนี้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น และผลไม้รูปร่างแปลกตาอย่าง อะโวคาโด ก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งอาหารเฮลตี้ที่คนรักสุขภาพส่วนใหญ่เลือกบริโภค ว่าแต่อะโวคาโดจะดีต่อร่างกายอย่างไร แล้วเวลาบริโภค ควรระมัดระวังอย่างไรบ้าง เราลองไปหาคำตอบจากบทความ Hello คุณหมอ นำมาฝากกันได้เลย

อะโวคาโด คืออะไร

อะโวคาโด (Avocado) เป็นผลไม้สีเขียวเข้ม เปลือกหนา ผิวขรุขระ เมื่อสุกจัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีม่วง มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่น เนื้ออะโวคาโดมีลักษณะเป็นครีม อ่อนนุ่ม คล้ายเนย รสชาติมัน จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ลูกเนย” (Butter fruit)

ผลไม้ส่วนใหญ่จะมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนสารอาหารหลัก แต่อะโวคาโดนั้นกลับแตกต่างออกไป เพราะผลไม้เนื้อนุ่มชนิดนี้ อุดมไปด้วยไขมันดี ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ จึงได้ชื่อว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” (Superfoods) อีกหนึ่งชนิด ที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด

อะโวคาโด-ประโยชน์สุขภาพ-ข้อควรระวัง
อะโวคาโด (Avocado)

คุณค่าทางโภชนาการของอะโวคาโด

อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่ และอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุกว่า 20 ชนิด เช่น

  • ไขมันดี 15 กรัม
  • โปรตีน 2 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม (แบ่งเป็นไฟเบอร์ 7 กรัม และคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นอีก 2 กรัม)
  • วิตามินบี 5 คิดเป็นร้อยละ 14 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • วิตามินบี 6 คิดเป็นร้อยละ 13 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • วิตามินซี คิดเป็นร้อยละ 17 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • วิตามินอี คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • วิตามินเค คิดเป็นร้อยละ 26 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • โฟเลต คิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  • โพแทสเซียม คิดเป็นร้อยละ 14 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน

นอกจากจะมีวิตามินและแร่ธาตุเด่น ๆ ที่เราบอกไปข้างต้น ในอะโวคาโดยังมีแมงกานีส แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) อีกทั้งอะโวคาโดยังไม่มีคอเลสเตอรอล และโซเดียม แถมยังมีไขมันอิ่มตัวต่ำ จึงขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สุขภาพหลายด้าน

ประโยชน์สุขภาพของ อะโวคาโด

ดีต่อสุขภาพหัวใจ

อะโวคาโดมีไขมันสูงมาก โดยไขมันชนิดที่พบมากที่สุดในอะโวคาโดได้แก่ กรดโอเลอิก (Oleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acid) ที่มีส่วนช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย

อีกทั้งในอะโวคาโดยังมีเบต้า-ซิโตสเตอรอล (Beta-Sitosterol) ซึ่งเป็นสเตอรอลที่พบในพืช ที่มีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้นี่เองที่ช่วยส่งเสริมให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพหัวใจอย่างมาก

ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินบางชนิด

วิตามินบางชนิด ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat Soluble Vitamins) โดยวิตามินกลุ่มนี้เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องรับผ่านวิธีการอื่น ๆ เช่น จากการกินอาหาร แต่เนื่องจากวิตามินกลุ่มนี้ละลายได้ดีในน้ำมัน ฉะนั้น หากเรากินไขมันไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินกลุ่มดังกล่าวได้ไม่ดีตามไปด้วย

ผลไม้อย่างอะโวคาโด จึงไม่ใช่แค่ช่วยเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกาย แต่ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันให้กับคุณได้ด้วย

ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา

อะโวคาโดมี ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสารพฤกษเคมี หรือไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) ที่ดีต่อเนื้อเยื่อในดวงตาของเรา เพราะมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-Related Macular Degeneration หรือ AMD) ได้ด้วย

ช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า โฟเลตหรือวิตามินบี 9 ช่วยป้องกันการคั่งของสารโฮโมซีสทีน หรือโฮโมซีสเทอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายอาหารประเภทโปรตีน หรือกรดอะมิโนจำเป็น ชื่อว่า เมทไธโอนิน (Methionine)

เมื่อร่างกายมีสารโฮโมซีสทีนมากเกินไป จะทำให้การไหลเวียนเลือดและการลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงสมองผิดปกติ อีกทั้งสารนี้ยังไปรบกวนการหลั่งเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทและฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อภาวะเครียด ช่วยควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และความอยากอาหาร เมื่อสภาวะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปกติ ความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า (Depression) ก็จะลดลง

ฉะนั้น การกินอาหารที่มีโฟเลตสูงอย่างอะโวคาโด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสภาวะดังกล่าว และโรคซึมเศร้าได้

ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย

อะโวคาโดอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทั้งชนิดละลายในน้ำ และชนิดไม่ละลายในน้ำ ซึ่งดีต่อแบคทีเรียในลำไส้ กินแล้วจึงช่วยป้องกันท้องผูก ช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหาร เมื่อเราย่อยอาหารและขับถ่ายได้อย่างเป็นปกติ ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ก็จะลดลงด้วย

ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การกินอาหารไฟเบอร์สูง เช่น อะโวคาโด ช่วยลดระดับความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน และมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก จึงส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคระบบทางเดินอาหารบางชนิด ลดลงตามไปด้วย

ข้อควรระวังในการบริโภค อะโวคาโด

แม้อะโวคาโดจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน แต่คุณก็ไม่ควรกินแต่อะโวคาโด หรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป แต่ควรกินอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน อีกทั้งอะโวคาโดยังมีไขมันและไฟเบอร์สูง ซึ่งร่างกายของเราจะย่อยสารอาหารทั้งสองชนิดนี้ได้ช้ากว่าสารอาหารชนิดอื่น ๆ จึงทำให้คุณอิ่มนานขึ้น เมื่อคุณรู้สึกอิ่ม ก็อาจทำให้กินอาหารน้อยลง จนส่งผลให้ขาดสารอาหารได้

หากใครกำลังใช้ยาที่มีสรรพคุณต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยากันเลือดแข็ง เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจกินอาหารที่มีวิตามินเคสูงอย่างอะโวคาโด เพราะอาจทำให้ร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดได้

นอกจากนี้ ใครที่เป็นภูมิแพ้อะโวคาโด หรือภูมิแพ้ยาง ก็ควรงดบริโภคอะโวคาโด เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ ใครที่กินอะโวคาโดแล้วน้ำมูกไหล หายใจมีเสียงหวีด ไอ และมีอาการบวมน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณแพ้อะโวคาโด และควรหยุดบริโภคอาหารชนิดนี้ทันที ถ้าหากพบว่าคุณมีอาการแพ้รุนแรง แนะนำให้รีบเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาอย่างทันที เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Avocados: Health Benefits, Risks & Nutrition Facts. https://www.livescience.com/45209-avocado-nutrition-facts.html#:~:text=Health%20risks&text=“Consuming%20too%20many%20avocados%20may,%5Bdo%5D%20other%20nutrients. Accessed September 23, 2020

12 Proven Health Benefits of Avocado. https://www.healthline.com/nutrition/12-proven-benefits-of-avocado. Accessed September 23, 2020

Why is avocado good for you?. https://www.medicalnewstoday.com/articles/270406. Accessed September 23, 2020

Health Benefits of Avocados. https://www.webmd.com/diet/ss/slideshow-avocados-health-benefits. Accessed September 23, 2020

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง แก้ไขล่าสุด 02/10/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x