ไตรมาสที่ 1

การตั้งครรภ์ช่วง ไตรมาสที่ 1 หรือ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คือช่วงเวลาสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นอาจหมายถึงความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เลยทีเดียว เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การตั้งครรภ์ช่วง ไตรมาสที่ 1 ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

ไตรมาสที่ 1

เลือดออกตอนท้องอ่อนๆ เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่

เลือดออกตอนท้องอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เลือดล้างหน้าเด็ก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การมีเพศสัมพันธ์การแท้ง อาการเลือดออกในระยะแรกของการตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปและมักไม่กระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และเด็กในท้อง ทั้งนี้ หากพบว่าตัวเองมีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะตอนท้องอ่อนๆ หรือในช่วงอายุครรภ์อื่นๆ ควรไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ [embed-health-tool-due-date] เลือดออกตอนท้องอ่อนๆ อันตรายหรือไม่ อาการเลือดออกตอนท้องอ่อน ๆ อาจจะเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนเข้าไปที่เยื่อบุโพรงมดลูกของมารดา มักเป็นในช่วงสัปดาห์ที่4-5ของการตั้งครรภ์ เลือดจะหยุดได้เองและไม่เป็นอันตราย แต่นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอีกหลายประการที่ทำให้มีเลือดออกในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติ ที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาโดยแพทย์ ดังนั้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออกทางช่องคลอด ควรพบคุณหมอทันที การวินิจฉัยอาการ เลือดออกตอนท้องอ่อนๆ การวินิจฉัยอาการเลือดออกตอนท้องอ่อนๆ อาจทำได้ดังนี้ คุณหมออาจวินิจฉัยอาการเลือดออกตอนท้องอ่อน ๆ ด้วยการซักประวัติ อาการร่วมอื่นๆเพื่อประเมินหาสาเหตุตามลักษณะเลือดที่ออก ตรวจภายในเพื่อประเมินหาจุดเลือดออก ตรวจดูปากช่องคลอด ช่องคลอด และปากมดลู และมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดหรือทางหน้าท้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทารก (สามารถทำได้เมื่อมีอายุครรภ์ 6 สัปดาห์ขึ้นไป) เพื่อตรวจสอบการเต้นของหัวใจทารก ตรวจสอบตำแหน่งและสุขภาพของรก หรือตรวจหาภาวะผิดปกติ เช่น การแท้ง การตั้งครรภ์นอกมดลูก นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์หรือฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยในการหาสาเหตุที่เลือดออก หากพบว่าระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควร อาจหมายถึงเกิดภาวะแท้งหรือภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก หากอาการเลือดออกตอนท้องอ่อน […]

หัวข้อ ไตรมาสที่ 1 เพิ่มเติม

ไตรมาสที่ 1

อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่ และสามารถรับมือได้อย่างไรบ้าง

อาการแพ้ท้องเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก สันนิษฐานว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ มักส่งผลให้คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่สบายตัว การรับกลิ่นและรสเปลี่ยนไป จนบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ว่า อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่ จึงอาจช่วยให้คนท้องระยะแรก โดยเฉพาะท้องแรก เตรียมพร้อมรับมือกับอาการแพ้ท้องได้ดีขึ้น โดยทั่วไป คนท้องสามารถบรรเทาอาการแพ้ท้องเองได้ด้วยการกินอาหารที่ย่อยง่าย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารหรือกลิ่นที่ทำให้มีอาการแพ้ท้อง อย่างไรก็ตาม คนท้องบางรายก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลย ก็ไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใด [embed-health-tool-due-date] อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่ อาการแพ้ท้องเป็นภาวะที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 หรือในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยอาจเริ่มต้นประมาณสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรก อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้มีอาการคลื่นไส้ ผะอืดผะอม อ่อนเพลีย อึดอัดภายในท้อง ไม่สบายตัว ไวต่อกลิ่นหรือรสชาติมากขึ้น เป็นต้น โดยทั่วไป สามารถเกิดได้ตลอดวัน ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาเมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้ท้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin) ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) อาจกระตุ้นให้การทำงานของร่างกายเปลี่ยนแปลง […]

ไตรมาสที่ 1

อายุ ครรภ์ 8 สัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

อายุ ครรภ์ 8 สัปดาห์ หรือตั้งครรภ์ประมาณ 2 เดือน เป็นช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและมีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น รวมถึงทารกในครรภ์อาจเริ่มมีพัฒนาการทางระบบประสาท สมอง และอาจมีพัฒนาการของอวัยวะร่างกายในส่วนต่าง ๆ เช่น ดวงตา จมูก หูชั้นใน ลิ้น เพดานปาก ดังนั้น คุณแม่จึงควรดูแลตัวเองอย่างสม่ำสมอเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและทารกในครรภ์ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่เมื่อ อายุ ครรภ์ 8 สัปดาห์ เมื่ออายุ ครรภ์ 8 สัปดาห์ ร่างกายและสภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้ เต้านมอาจมีลักษณะบวม นุ่ม คัดตึง และอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น อาการแพ้ท้อง เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน อารมณ์แปรปรวน เกิดความวิตกกังวล ตกขาวเป็นสีครีม สีขาวและมีปริมาณมากขึ้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ปวดหัว ซึ่งอาจมีปัจจัยมาจากการไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มขึ้นและความเหนื่อยล้าในระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อยในระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาเกี่ยวกับช่องปากและฟัน เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงมาก อาจทำให้บางคนมีอาการเลือดออกตามไรฟัน อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ในช่วงอายุ ครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 1

ปวดท้องหน่วงๆ ตั้งครรภ์อ่อนๆ เกิดจากอะไร

อาการ ปวดท้องหน่วงๆ ตั้งครรภ์อ่อนๆ ที่สามารถพบได้ทั่วไปในช่วงการตั้งครรภ์ระยะแรก หรือในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากมดลูกขยายตัว เอ็นและกล้ามเนื้อยืดออกเมื่อท้องโตขึ้น ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงจนทำให้ท้องผูกหรือท้องอืด มีแก๊สในทางเดินอาหาร โดยทั่วไปอาการปวดท้องหน่วงอาจหายไปเองเมื่อขยับเปลี่ยนท่าทาง พักผ่อนให้เพียงพอ เข้าห้องน้ำ หรือแก๊สในทางเดินอาหารลดลง แต่หากอาการไม่หายไป รุนแรงขึ้น หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม [embed-health-tool-due-date] ปวดท้องหน่วงๆ ตั้งครรภ์อ่อนๆ เกิดจากอะไร อาการปวดท้องหน่วงขณะตั้งครรภ์ระยะแรก อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ มดลูกขยายตัว จนอาจทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อโดยรอบมดลูกยืดตัวออก ส่งผลให้ปวดท้องข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างแบบปวดหน่วงคล้ายเป็นตะคริวหรือคล้ายปวดประจำเดือน อาจมีอาการเมื่อไอ จาม หรือเปลี่ยนท่าทาง คุณแม่บางรายอาจมีอาการปวดท้องหน่วงและปวดหลังในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก อาหารไม่ย่อย อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารคลายตัวและทำให้การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ลดลง อาหารจะตกค้างในทางเดินอาหารนานขึ้น เกิดเป็นอาการเสียดท้อง กรดไหลย้อน ร่วมกับอาหารไม่ย่อย เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ทารกจะเจริญเติบโตมากขึ้นและอาจกดเบียดทางเดินอาหารมากขึ้น ทำให้ย่อยอาหารได้ยากขึ้น ท้องผูก อาการท้องผูกหรือขับถ่ายไม่สะดวก เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในหญิงตั้งครรภ์ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การได้รับของเหลวน้อยเกินไป การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการย่อยไม่มากพอ การขาดการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมทางกาย การรับยาเสริมธาตุเหล็ก อาการวิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้อาจนำไปสู่อาการท้องผูกที่ทำให้ปวดท้องหน่วงๆ ในช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ ได้ […]

ไตรมาสที่ 1

พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือน และความเปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก

ช่วงท้ายของไตรมาสที่ 1 หรือเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะเปลี่ยนเป็นทารกอย่างสมบูรณ์ พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือน จะชัดเจนมากขึ้น อวัยวะสำคัญทั้งภายในและภายนอกพัฒนาอย่างครบถ้วน อีกทั้งความเสี่ยงในการเกิดภาวะแท้งบุตรยังลดลง จึงทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกสบายใจได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ขนาดหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนจะยังเล็กมากจึงยังไม่เป็นที่สังเกตมากนัก และคุณแม่ยังอาจมีอาการแพ้ท้องที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ตั้งครรภ์ช่วงแรก แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น [embed-health-tool-due-date] พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือน การนับอายุครรภ์ทางการแพทย์จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด ช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์จึงเท่ากับสัปดาห์ที่ 9-13 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนกลายเป็นทารกในครรภ์อย่างสมบูรณ์ ทารกจะมีสายสะดือที่เชื่อมตัวทารกและรกเข้ากับผนังมดลูกของคุณแม่ สายสะดือจะทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดของคุณแม่ไปหล่อเลี้ยงทารก และช่วยถ่ายของเสียออกจากตัวทารกด้วย ในช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์ทารกจะมีขนาดตัวประมาณ 2.1-4 เซนติเมตร หางที่พัฒนาขึ้นในสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์หรือช่วงที่ยังเป็นตัวอ่อนจะหลุดออกไป ในช่วงสัปดาห์ที่ 11-12 ทารกในครรภ์จะมีความยาวตั้งแต่ส่วนหัวจรดก้น ประมาณ 6-7.5 เซนติเมตร นิ้วมือและนิ้วเท้าแต่ละนิ้วเริ่มแยกออกจากกัน ไม่เป็นพังผืดติดกันอีกต่อไป รูปทรงศีรษะและใบหน้าชัดเจนขึ้น กระดูกลำตัวเริ่มแข็งตัวเห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์ ผิวหนังและเล็บและเริ่มเจริญเติบโตขึ้น เปลือกตาหลอมเข้าด้วยกัน ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินปัสสาวะเริ่มทำงาน ทารกจะเริ่มเคลื่อนไหวไปมาในครรภ์ตามธรรมชาติ ทั้งยังสามารถกำมือ อ้าปาก และหุบปากได้แล้ว เมื่อถึงช่วงปลายเดือนที่ 3 […]

ไตรมาสที่ 1

อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง เป็นอย่างไร และวิธีดูแลตัวเองของคนท้อง

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น ประจำเดือนขาด อารมณ์แปรปรวน มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีเลือดล้างหน้าเด็ก ถ่ายปัสสาวะบ่อย หากมีอาการเหล่านี้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เช่น ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ไม่ได้กินยาคุมตามปกติ อาจเป็น อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง ซึ่งควรตรวจครรภ์เพื่อยันยืนผลการตั้งครรภ์ หากพบว่าตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ และรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ [embed-health-tool-due-date] อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง อาการที่เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ระยะแรก อาจมีดังนี้ ประจำเดือนขาด ประจำเดือนขาดเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากเมื่อไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่หยุดการทำงานของรังไข่ อีกทั้งเยื่อบุโพรงมดลูกที่ตามปกติแล้วจะหนาตัวขึ้นและไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นประจำเดือนในทุก ๆ เดือนก็จะยังอยู่ในมดลูกเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนในครรภ์ จึงส่งผลให้ประจำเดือนไม่มา อาการแพ้ท้อง (Morning sickness) ในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งมักเกิดจากมีปัจจัยกระตุ้นบางประการ เช่น กลิ่น การรับประทานอาหารรสเผ็ด ความร้อน อันเป็นผลมาจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ประสาทรับกลิ่นอ่อนไหวกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่ อาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ หายไปในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ แต่คนท้องบางคนก็อาจมีอาการนี้ไปตลอดการตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวน การตั้งครรภ์ในระยะแรกจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของทารก จึงอาจส่งผลให้สภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่เปลี่ยนไปหรือแปรปรวน อาจอ่อนไหวกว่าปกติ หงุดหงิดได้ง่าย หรืออาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ หน้าอกคัดตึง การตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดอาการหน้าอกคัดตึง บวม ขยายใหญ่ […]

ไตรมาสที่ 1

ทารก เริ่ม มี หู ใน ช่วง อายุ กี่ สัปดาห์

พัฒนาการของทารกในครรภ์จะเริ่มต้นเมื่อไข่ผสมกับอสุจิจนเกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูก และเมื่อค่อย ๆ เจริญเติบโต ทารกจะเริ่มมีอวัยวะต่าง ๆ พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจเกิดความสงสัยว่า ทารก เริ่ม มี หู ใน ช่วง อายุ กี่ สัปดาห์ จึงจะสามารถได้ยินเสียงพูดของคุณพ่อคุณแม่ หรือเสียงเพลงที่คุณพ่อคุณแม่เปิดให้ฟัง โดยปกติแล้ว ทารกในครรภ์จะเริ่มมีหูในช่วงสัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์ และจะสมบูรณ์เต็มที่จนสามารถได้ยินเสียงประมาณสัปดาห์ที่ 16-35 ของการตั้งครรภ์ ดังนั้น การทราบถึงพัฒนาการในช่วงต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่ดูแลสุขภาพของตัวเองและทารกในครรภ์ได้อย่างเหมาะสม ทารก เริ่ม มี หู ใน ช่วง อายุ กี่ สัปดาห์ ทารกจะเริ่มมีหูตั้งแต่สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และจะค่อย ๆ พัฒนาจนสมบูรณ์เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 หรือประมาณเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ โดยหูอาจประกอบด้วย 3 โครงสร้างที่จะพัฒนาไปตามลำดับ ดังนี้ การพัฒนาหูชั้นใน หูชั้นในของทารกจะเริ่มพัฒนาภายใน 5 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ โดยจะเริ่มต้นจากการพัฒนาของเนื้อเยื่อเล็ก […]

ไตรมาสที่ 1

อาการคนท้องอ่อน ๆ และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

อาการ คน ท้อง อ่อน ๆ อาจสังเกตได้จากการที่ประจำเดือนขาด มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เต้านมและหัวนมขยายใหญ่และคัดตึง อยากอาหารมากกว่าปกติ ถ่ายปัสสาวะบ่อย เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวร่วมกับเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในช่วงไม่นานมานี้ ควรใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์เพื่อยืนยันผล หากพบว่าตั้งครรภ์ควรไปพบคุณหมอเพื่อฝากครรภ์ และควรดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เช่น ออกกำลังกายบ่อย ๆ งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มกาแฟ เพื่อให้เด็กในครรภ์เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน [embed-health-tool-due-date] อาการ คน ท้อง อ่อน ๆ เป็นอย่างไร สัญญาณและ อาการ คน ท้อง อ่อน ๆ อาจมีดังนี้ ประจำเดือนขาด ภาวะประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มามักเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากเมื่อเกิดการปฏิสนธิ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่หยุดการตกไข่และยับยั้งการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ส่งผลให้ประจำเดือนขาด แต่บางครั้งคนท้องอาจมีเลือดออกจากช่องคลอดในปริมาณเล็กน้อยในช่วงเวลาที่ควรมีประจำเดือน เลือดลักษณะนี้เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก เกิดจากตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูก ทำให้หลอดเลือดฝอยในมดลูกแตกและมีเลือดไหลออกจากช่องคลอด มักเกิดขึ้นหลังปฏิสนธิประมาณ 10-14 วัน คลื่นไส้และอาเจียน คนท้องในระยะแรกมักมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนเอชซีจี (Human […]

ไตรมาสที่ 1

อาการคนท้อง1เดือน เป็นอย่างไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

อาการคนท้อง1เดือน อาจไม่เด่นชัดจนเป็นที่สังเกต เนื่องจากยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ หน้าท้องยังไม่ขยายใหญ่และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยทั่วไป อาการเริ่มต้นที่อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ ได้แก่ ประจำเดือนไม่มา ร่วมกับมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หากมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ ควรตรวจครรภ์ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง หรือเข้ารับการตรวจครรภ์โดยคุณหมอ หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ และศึกษาวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ อาการคนท้อง1เดือน มีลักษณะอย่างไร ลักษณะของอาการคนท้อง 1 เดือน หรือช่วง 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจมีดังนี้ ประจำเดือนไม่มา โดยปกติแล้ว สัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์จะตรงกับช่วงเวลาที่ผู้หญิงเป็นประจำเดือน ซึ่งเป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมให้ตัวอ่อนมาฝังตัวและเจริญเติบโตหลุดลอกออกจากมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน เนื่องจากไข่กับอสุจิไม่ได้ผสมกันและไม่มีตัวอ่อน แต่หากประจำเดือนไม่มาในช่วงที่ควรมีประจำเดือน อาจหมายถึงไข่และอสุจิผสมกันอย่างสมบูรณ์และกลายเป็นตัวอ่อนไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก จึงทำให้ไม่มีเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา อาการประจำเดือนไม่มาจึงอาจเป็นสัญญาณแรก ๆ ที่แสดงว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ มีเลือดออกจากช่องคลอด คนท้อง 1 เดือนอาจมีเลือดสีชมพูอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลคล้ายประจำเดือนหรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) ไหลออกมาจากช่องคลอด เลือดล้างหน้าเด็กเกิดจากตัวอ่อนฝังตัวเข้ากับเยื่อบุโพรงมดลูกจนทำให้หลอดเลือดฝอยในมดลูกแตก มักเกิดขึ้นภายใน 10-14 วันหลังเกิดการปฏิสนธิ เลือดล้างหน้าเด็กที่ออกมาอาจมีลักษณะกะปริบกะปรอย เป็นจุดเล็ก ๆ ปริมาณน้อยกว่าประจำเดือนปกติ […]

ไตรมาสที่ 1

ท้อง2สัปดาห์ มีอาการอย่างไร และคุณแม่ควรดูแลตัวเองอย่างไร

ในทางการแพทย์ คุณหมอจะนับอายุครรภ์ตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งจะถูกประเมินเป็นสัปดาห์ที่ 1 และ 2 ของการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้กำหนดวันคลอดได้อย่างถูกต้อง การ ท้อง2สัปดาห์ คือช่วงไข่ตก (Ovulation) ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ร่างกายจะปล่อยไข่ออกจากรังไข่ไปยังท่อนำไข่ เพื่อให้ไข่และอสุจิได้ผสมกันและปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้มีอาการที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น มีมูกไข่ตกออกจากช่องคลอด มีความต้องการทางเพศมากขึ้น ปวดท้องส่วนล่างข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นขณะตั้งท้องในสัปดาห์ที่ 2 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพของตัวเองและเด็กในครรภ์ [embed-health-tool-due-date] เริ่มนับอายุครรภ์ตอนไหน เพื่อความสะดวกในการคำนวณวันกำหนดคลอดที่แม่นยำที่สุด สูตินรีแพทย์จะเริ่มนับอายุครรภ์ตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณแม่ก่อนจะตรวจพบว่าตั้งครรภ์ ดังนั้น อายุครรภ์ 2 สัปดาห์จึงยังไม่ได้เป็นช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์จริง ๆ แต่เป็นช่วงไข่ตกซึ่งอยู่ในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน ในช่วงนี้รังไข่จะผลิตและปล่อยไข่ออกมา ไข่ที่ปล่อยออกมานั้นจะมารอผสมกับอสุจิที่บริเวณปลายท่อนำไข่ หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2-3 วันหลังวันไข่ตกโดยไม่คุมกำเนิดและหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอด ก็มีโอกาสที่ไข่และอสุจิจะผสมกันแล้วปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อน ประมาณ 5-6 วันหลังการตกไข่ หรือสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะเคลื่อนตัวไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก และเจริญเติบโตต่อไปอย่างปลอดภัย ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ที่มีเด็กถือกำเนิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ อาการของคุณแม่ ท้อง2สัปดาห์ หรือช่วงไข่ตก อาการของคุณแม่ในช่วงที่ตั้งครรภ์ 2 สัปดาห์ มักเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายในช่วงที่ไข่กำลังตก ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสในการตั้งครรภ์สูง อาการขณะไข่ตก อาจมีดังต่อไปนี้ […]

ไตรมาสที่ 1

พุงคนท้องระยะแรก มีลักษณะอย่างไร

พุงคนท้องระยะแรก อาจมีลักษณะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่บางคนก็อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เนื่องจากทารกยังคงมีขนาดตัวเล็กอยู่ แต่อาจสังเกตได้จากอาการอื่น ๆ เช่น ประจำเดือนขาด เต้านมคัด อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียนง่าย หากทราบว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้ทารกในครรภ์ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] ลักษณะของพุงคนท้องระยะแรก ลักษณะของพุงคนท้องระยะแรก อาจสังเกตได้ดังนี้ พุงขยายใหญ่ขึ้น และยื่นออกมาด้านหน้าเล็กน้อย สะดืออาจมีลักษณะแบนราบหรือนูนออกมา บางคนอาจรู้สึกปวดสะดือเมื่อสัมผัสบริเวณหน้าท้อง อย่างไรก็ตาม พุงคนท้องระยะแรกของบางคนอาจแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ได้เช่นกัน อาการของคนท้องระยะแรก นอกเหนือจากการขยายของพุงคนท้องระยะแรก ยังอาจสังเกตอาการคนท้องอื่น ๆ ได้อีก ดังนี้ เลือดออกทางช่องคลอด คุณแม่ที่ตั้งท้องอาจมีเลือดออกทางช่องคลอด หรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก ซึ่งเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุโพรงมดลูก และอาจมีอาการปวดเกร็งท้องน้อยร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่ามีเลือดออกในปริมาณมาก ควรเข้าพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือการแท้งบุตร เต้านมคัด เต้านมขยาย การตั้งครรภ์อาจส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมผลิตน้ำนมสำหรับทารก ทำให้มีอาการคัดเต้า เจ็บเต้านม และเต้านมขยายใหญ่ขึ้น โดยสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการสวมเสื้อชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่กดทับเต้านม คัดจมูก ร่างกายของคุณแม่อาจผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการผลิตเลือดไปหล่อเลี้ยงทารก ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม และส่งผลให้มีอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล แพ้ท้อง คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น บางคนอาจมีความรู้สึกอยากรับประทานอาหารแปลก ๆ หรืออาจรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารบางชนิด ในขณะที่บางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องใด […]

โฆษณา

คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


โฆษณา