ไตรมาสที่ 1

การตั้งครรภ์ช่วง ไตรมาสที่ 1 หรือ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คือช่วงเวลาสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะนั่นอาจหมายถึงความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เลยทีเดียว เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การตั้งครรภ์ช่วง ไตรมาสที่ 1 ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

ไตรมาสที่ 1

อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง เป็นอย่างไร และวิธีดูแลตัวเองของคนท้อง

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น ประจำเดือนขาด อารมณ์แปรปรวน มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีเลือดล้างหน้าเด็ก ถ่ายปัสสาวะบ่อย หากมีอาการเหล่านี้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เช่น ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ไม่ได้กินยาคุมตามปกติ อาจเป็น อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง ซึ่งควรตรวจครรภ์เพื่อยันยืนผลการตั้งครรภ์ หากพบว่าตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ และรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ [embed-health-tool-due-date] อาการเตือน คน เริ่ม ท้อง อาการที่เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ระยะแรก อาจมีดังนี้ ประจำเดือนขาด ประจำเดือนขาดเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากเมื่อไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่หยุดการทำงานของรังไข่ อีกทั้งเยื่อบุโพรงมดลูกที่ตามปกติแล้วจะหนาตัวขึ้นและไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นประจำเดือนในทุก ๆ เดือนก็จะยังอยู่ในมดลูกเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนในครรภ์ จึงส่งผลให้ประจำเดือนไม่มา อาการแพ้ท้อง (Morning sickness) ในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งมักเกิดจากมีปัจจัยกระตุ้นบางประการ เช่น กลิ่น การรับประทานอาหารรสเผ็ด ความร้อน อันเป็นผลมาจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ประสาทรับกลิ่นอ่อนไหวกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่ อาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ หายไปในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ แต่คนท้องบางคนก็อาจมีอาการนี้ไปตลอดการตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวน การตั้งครรภ์ในระยะแรกจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของทารก จึงอาจส่งผลให้สภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่เปลี่ยนไปหรือแปรปรวน อาจอ่อนไหวกว่าปกติ หงุดหงิดได้ง่าย หรืออาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ หน้าอกคัดตึง การตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดอาการหน้าอกคัดตึง บวม ขยายใหญ่ […]

หัวข้อ ไตรมาสที่ 1 เพิ่มเติม

ไตรมาสที่ 1

พุงคนท้องระยะแรก มีลักษณะอย่างไร

พุงคนท้องระยะแรก อาจมีลักษณะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่บางคนก็อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เนื่องจากทารกยังคงมีขนาดตัวเล็กอยู่ แต่อาจสังเกตได้จากอาการอื่น ๆ เช่น ประจำเดือนขาด เต้านมคัด อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียนง่าย หากทราบว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้ทารกในครรภ์ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] ลักษณะของพุงคนท้องระยะแรก ลักษณะของพุงคนท้องระยะแรก อาจสังเกตได้ดังนี้ พุงขยายใหญ่ขึ้น และยื่นออกมาด้านหน้าเล็กน้อย สะดืออาจมีลักษณะแบนราบหรือนูนออกมา บางคนอาจรู้สึกปวดสะดือเมื่อสัมผัสบริเวณหน้าท้อง อย่างไรก็ตาม พุงคนท้องระยะแรกของบางคนอาจแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ได้เช่นกัน อาการของคนท้องระยะแรก นอกเหนือจากการขยายของพุงคนท้องระยะแรก ยังอาจสังเกตอาการคนท้องอื่น ๆ ได้อีก ดังนี้ เลือดออกทางช่องคลอด คุณแม่ที่ตั้งท้องอาจมีเลือดออกทางช่องคลอด หรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก ซึ่งเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุโพรงมดลูก และอาจมีอาการปวดเกร็งท้องน้อยร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่ามีเลือดออกในปริมาณมาก ควรเข้าพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือการแท้งบุตร เต้านมคัด เต้านมขยาย การตั้งครรภ์อาจส่งผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมผลิตน้ำนมสำหรับทารก ทำให้มีอาการคัดเต้า เจ็บเต้านม และเต้านมขยายใหญ่ขึ้น โดยสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการสวมเสื้อชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่กดทับเต้านม คัดจมูก ร่างกายของคุณแม่อาจผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการผลิตเลือดไปหล่อเลี้ยงทารก ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม และส่งผลให้มีอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล แพ้ท้อง คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น บางคนอาจมีความรู้สึกอยากรับประทานอาหารแปลก ๆ หรืออาจรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารบางชนิด ในขณะที่บางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องใด […]

ไตรมาสที่ 1

อาหารบำรุงคนท้องอ่อนๆ ที่ดีต่อสุขภาพแม่และลูกน้อย

การเลือก อาหารบำรุงคนท้องอ่อนๆ ที่เหมาะสม ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรละเลย คนท้องอ่อน ๆ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและควรได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพคุณแม่ให้แข็งแรงและช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ ยังควรศึกษาอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงท้องอ่อนๆ หรือตั้งครรภ์ระยะแรกด้วย เพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทารกในครรภ์ ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก คุณแม่อาจมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้และอาเจียน หากอาการแพ้ท้องรุนแรงและส่งผลให้รับประทานอาหารไม่ได้ตามปกติ อาจทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยงขาดสารอาหารได้ จึงควรรีบไปพบคุณหมอทันที อาหารบำรุงคนท้องอ่อนๆ มีอะไรบ้าง อาหารที่เหมาะสมสำหรับคนท้องอ่อนๆ หรือตั้งครรภ์ในระยะแรก อาจมีดังนี้ กรดโฟลิค วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิค บางครั้งเรียกว่าโฟเลต เป็นวิตามินที่มีประโยชน์และจำเป็นอย่างมากสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เนื่องจากมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อและเม็ดเลือดแดง ช่วยพัฒนาเซลล์สมอง ทั้งยังช่วยป้องกันภาวะความพิการของทารกได้ คุณแม่จึงควรได้รับกรดโฟลิคให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยคุณหมอจะแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิคในรูปแบบอาหารเสริมทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์  กรดโฟลิคสามารถพบได้ในอาหารทั่วไป โดยพบได้มากในผักใบเขียว และพบรองลงมาในเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี กะหล่ำปลี บร็อกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลิสง ส้ม มะนาว มะเขือเทศ และในเนื้อสัตว์ เช่น ปลา เครื่องในสัตว์ ตับ ไต ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับหญิงตั้งครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 1

ลูก หลุด 1 เดือน อาการ สาเหตุ และการดูแลตัวเอง

ลูก หลุด 1 เดือน อาการที่กิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาการเจริญพันธุ์ ปัญหาทางโครโมโซม ปัญหาจากฮอร์โมน หรืออาจเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ของคุณแม่ เช่น การทำงานหนัก การออกกำลังกายหนัก การยกของหนัก ความเครียด การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหดตัวของมดลูกอย่างรุนแรง ปวดท้อง ปวดหลังรุนแรง มีเลือดและเนื้อเยื่อออกมาทางช่องคลอด ซึ่งควรเข้าพบคุณหมอทันที เพื่อตรวจความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ลูก หลุด 1 เดือน มีอาการอย่างไร ลูก หลุด 1 เดือนอาจสังเกตอาการที่เกิดขึ้นได้ ดังนี้ ตะคริว และการหดตัวของมดลูกอย่างรุนแรง ปวดท้อง ปวดอุ้งเชิงกราน และหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้ามาก มีเลือดออกและอาจมีเนื้อเยื่อสีขาวไหลออกมาทางช่องคลอดพร้อมกับลิ่มเลือด สำหรับบางคน ลูก หลุด 1 เดือนอาจไม่สังเกตเห็นสัญญาณแท้งลูกที่เกิดขึ้น แต่อาจพบว่าไม่มีอาการแพ้ท้องหรืออาการของการตั้งครรภ์อื่น ๆ เช่น คัดตึงเต้านม คลื่นไส้อาเจียน จึงควรเข้าพบคุณหมอเพื่ออัลตราซาวด์ดูทารกในครรภ์ตามนัดหมายของคุณหมอ สาเหตุของลูก หลุด 1 เดือน ลูก หลุด 1 เดือน […]

ไตรมาสที่ 1

อายุครรภ์2เดือน พัฒนาการของทารก และการดูแลตัวเอง

คุณแม่ที่มีอายุครรภ์2เดือน เป็นช่วงที่ฮอร์โมนการตั้งครรภ์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น แพ้ท้อง อารมณ์แปรปรวน ตกขาว อ่อนเพลีย คัดเต้านม ดังนั้น จึงควรดูแลตัวเองและทารกในครรภ์ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และเข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอกำหนด เพื่อให้คุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] พัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารกอายุครรภ์ 2 เดือน ทารกอายุครรภ์ 2 เดือน มีพัฒนาการและการเจริญเติบโต ดังนี้ ทารกในครรภ์สัปดาห์ที่ 5 จะมีการสร้างลำตัวซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว รวมถึงมีการแยกตัวเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นนอกคือเอ็กโตเดิร์ม พัฒนาเป็นระบบประสาท หูชั้นใน ตา และสร้างเป็นผิวหนังชั้นนอก เมโซเดิร์ม (Mesoderm) ชั้นกลาง พัฒนาไปเป็นหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต และเอ็นโดเดิร์มชั้นใน จะพัฒนาขึ้นเป็นอวัยวะภายในต่าง ๆ ทารกในครรภ์สัปดาห์ที่ 6 เริ่มพัฒนาท่อประสาทหรือไขสันหลัง หัวใจ และศีรษะของทารก ลำตัวอาจโค้งงอคล้ายกับตัว C เริ่มเห็นหัวใจทารกเต้นได้อย่างชัดเจนจากการทำอัลตราซาวด์ ทารกในครรภ์สัปดาห์ที่ 7 เริ่มสร้างตา ปาก […]

ไตรมาสที่ 1

อาการคนท้องระยะแรก และวิธีรับมืออาการแพ้ท้อง

อาการคนท้องระยะแรก เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ที่ควรให้ความสำคัญ หากมีอาการ เช่น ประจำเดือนไม่มา รู้สึกเหนื่อยล้า เต้านมขยายใหญ่ขึ้น หรือมีอาการแพ้ท้อง เช่น อาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน เหนื่อยล้าผิดปกติ อาจสันนิษฐานได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ในเบื้องต้น ควรใช้ชุดตรวจสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง หรือเข้ารับการตรวจการตั้งครรภ์ที่สถานพยาบาลเพื่อยืนยันผล หากผลออกมาว่าตั้งครรภ์ ควรรีบฝากครรภ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ สำหรับบางคนอาจมีอาการแพ้ท้องรุนแรง หากดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการแย่ลง ควรเข้าไปพบคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด และรับการรักษาอย่างตรงจุด อาการคนท้องระยะแรก มีอะไรบ้าง อาการต่อไปนี้อาจเป็นสัญญาณที่แสดงว่ากำลังตั้งครรภ์ในระยะแรก ประจำเดือนขาด หรือไม่มาเป็นปกติ ความเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนขาด ถือเป็นอาการคนท้องระยะแรกที่ทำให้คนส่วนใหญ่สงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ และตัดสินใจใช้ที่ตรวจครรภ์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้ว การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยที่ตรวจครรภ์จะให้ผลที่แม่นยำ หากใช้หลังระยะเวลาที่ประจำเดือนควรมาไม่กี่วัน เจ็บบริเวณหน้าอก ในช่วงเริ่มตั้งครรภ์ ประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก บริเวณหน้าอกจะบวมและขยายใหญ่ขึ้น ลานนมหรือปานนมจะมีสีเข้มขึ้น มองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน ทั้งยังอาจรู้สึกคัดตึงเต้านม สัมผัสแล้วรู้สึกเจ็บ อาการในช่วงนี้อาจคล้ายกับอาการก่อนเป็นประจำเดือน เมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นได้แล้ว อาการจะเริ่มบรรเทาลง แต่อาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ ในช่วงตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนเพศหญิง เช่น โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เอสโตรเจน (Estrogen) จะสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 1

มีประจำเดือนแต่ท้อง อาการของเลือดล้างหน้าเด็ก

หลายคนอาจสงสัยว่า มีประจำเดือนแต่ท้อง เป็นไปได้หรือไม่ ความจริงแล้ว หากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ทั้งที่มีเลือดออกจากช่องคลอด เลือดนั้นไม่ใช่ประจำเดือน แต่อาจเป็นเลือดที่ออกจากช่องคลอดหลังไข่ปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว เมื่อตัวอ่อนตัวเข้ากับผนังมดลูก จะทำให้มีไหลออกจากช่องคลอดในปริมาณเล็กน้อย หรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก อาการนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ และมักไม่มีอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากกังวลว่าเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ การติดเชื้อ ภาวะแท้ง ตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม เลือดล้างหน้าเด็ก คืออะไร เลือดล้างหน้าเด็ก คือ เลือดที่ไหลออกจากช่องคลอดหลังตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูก มีลักษณะเป็นจุดเลือดเล็ก ๆ อาจมีสีชมพูอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม มักหยดกะปริบกะปรอย อาจเริ่มเกิดขึ้นประมาณ 6-12 วันหลังตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูก และอาจเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ และจะหยุดไปเองโดยไม่ต้องรักษาหรือรับประทานยา โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Epidemiology เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 ศึกษาเรื่องภาวะเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ โดยการรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 4,539 คน พบว่า 1 […]

ไตรมาสที่ 1

ท้อง 8 สัปดาห์ คุณแม่และทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

คุณแม่ตั้งท้อง 8 สัปดาห์ อยู่ในการตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก ซึ่งคุณแม่อาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและอารมณ์ เช่น เต้านมคัด ปวดท้องน้อย ตกขาว หงุดหงิดง่าย เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เนื่องจากมีฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (HCG) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ควรดูแลตัวเองด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้ครบ 5 หมู่ และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตอย่างสมวัย [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ท้อง 8 สัปดาห์ คุณแม่ท้อง 8 สัปดาห์ อาจมีการเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้ เลือดออกทางช่องคลอด มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ป็นภาวะไม่ปกติที่สามารถเกิดได้ในการตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก ซึ่งอาจเป็นภาวะแท้งคุกคาม (Threatened abortion) คุณแม่ควรได้รับการพักผ่อนมากขึ้น เลี่ยงการยืน เดิน หรือนั่งนานๆ และถ้ามีเลือดออกจากช่องคลอดควรงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ แต่หากสังเกตว่ามีเลือดออกปริมาณมาก ควรเข้าพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนการแท้งบุตร หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก แพ้ท้อง คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น อีกทั้งความชอบในการรับประทานอาหารก็อาจเปลี่ยนไป มีความไวต่อกลิ่นมากขึ้น ส่งผลให้อาจรู้สึกเหม็นสิ่งรอบตัวและอาหารต่าง ๆ แต่บางคนก็อาจไม่มีอาการใด ๆ เลยเช่นกัน เต้านมคัด […]

ไตรมาสที่ 1

อัลตราซาวด์ ท้อง 1 เดือน ทำได้หรือไม่ และทำในกรณีใดบ้าง

การ อัลตราซาวด์ ท้อง 1 เดือน อาจไม่เป็นที่นิยมนัก เนื่องจากคุณแม่ยังมีอายุครรภ์น้อยเกินไป โดยปกติ การอัลตราซาวด์ครั้งแรกสามารถทำได้เมื่อมีอายุครรภ์ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอายุครรภ์ที่มองเห็นทารกได้ผ่านเครื่องอัลตราซาวด์ แต่ถ้าตรวจดูเร็วกว่านั้น เครื่องอาจไม่สามารถตรวจจับได้อย่างชัดเจน การอัลตราซาวด์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อยมากอาจเกิดในกรณีที่คุณแม่มีความเสี่ยงบางประการ เช่น มีประวัติของการตั้งครรภ์นอกมดลูก ความเสี่ยงที่อาจต้อง อัลตราซาวด์ ท้อง 1 เดือน หากคุณแม่มีประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน คุณหมออาจให้เข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ท้อง 1 เดือน หรือในช่วงเวลาใกล้เคียง โดยใช้การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ที่ให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวด์ทางช่องท้อง เพื่อติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ว่าจะมีความเสี่ยงหรือไม่ โดยพิจารณาจากพัฒนาการของถุงการตั้งครรภ์ (Gestational sac) และถุงไข่แดง (Yolk sac) หากพบว่ามีพัฒนาการต่าง ๆ เกิดขึ้นภายในมดลูก แสดงว่าอาจไม่มีการตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้น นอกจากนี้ อาจมีการตรวจท่อนำไข่ (Fallopian tubes) เพิ่มเติมว่าเป็นปกติหรือไม่ การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วงแรกอาจเห็นผ่านการอัลตราซาวด์ การตั้งครรภ์ในช่วงแรกของอายุครรภ์ (ก่อนสัปดาห์ที่ 6-9) หากมีความจำเป็นที่ต้องอัลตราซาวด์ อาจมีลำดับขั้นดังนี้ ลำดับขั้นที่ 1 หากเป็นไปตามระยะเวลาปกติของช่วงมีประจำเดือน ในขั้นนี้จะแสดงให้เห็นเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนานุ่มซึ่งพร้อมให้ตัวอ่อนที่เกิดจากไข่ผสมกับอสุจิจนปฏิสนธิได้ฝังตัว ลำดับขั้นที่ 2 เป็นขั้นตอนที่มักเกิดขึ้นในช่วง 4-5 […]

ไตรมาสที่ 1

อายุครรภ์ 3 เดือน คุณแม่และทารกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

อายุครรภ์ 3 เดือน คือช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ไตรมาสแรกก่อนเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่และทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ทารกในครรภ์เริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่าง หน้าท้องคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น อาการเหนื่อยล้า หน้าอกขยาย ดังนั้น คุณแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพตนเองและทารกในครรภ์เป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารก รวมถึงกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการทารกได้อย่างสมบูรณ์ [embed-health-tool-”pregnancy-weight-gain”] พัฒนาการของทารกอายุครรภ์ 3 เดือน พัฒนาการที่สำคัญสำหรับทารกในครรภ์ที่มี อายุครรภ์ 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ คืออวัยวะต่าง ๆ เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เช่น เช่น แขน ขา เล็บ ปาก เปลือกตา หูชั้นนอก ฟันเริ่มก่อตัว อวัยวะเพศของทารกเริ่มพัฒนา แต่ยังไม่สามารถบ่งบอกเพศได้จากการอัลตราซาวน์ นิ้วมือและนิ้วเท้าของทารกแยกออกจากกัน แตกต่างจากเดือนที่ 2 ที่นิ้วมือและนิ้วเท้ายังคงติดกันเป็นพังผืดอยู่ เริ่มมีการทำงานของระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบปัสสาวะ และตับ ลำตัวของทารกในครรภ์อาจยาวประมาณ 2-4 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 14-28 กรัม ขึ้นอยู่กับการดูแลและการเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่ร่วมด้วยว่าจะส่งผลให้ทารกเจริญเติบโตได้ไวเพียงใด การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่อายุครรภ์ 3 เดือน คุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 3 เดือน อาจมีการเปลี่ยนแปลง […]

ไตรมาสที่ 1

เลือดล้างหน้า คืออะไร เกิดจากสาเหตุใด

เลือดล้างหน้า หรือเลือดล้างหน้าเด็ก เป็นเลือดที่ออกมาจากทางช่องคลอดแบบกะปริบกะปรอย มีลักษณะเป็นเลือดสีชมพูแต่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน อาจมีอาการประมาณ 1-2 วัน มักเกิดขึ้นภายใน 10-14 วัน หลังจากจากไข่ผสมกับอสุจิแล้วปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในมดลูก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ โดยจะอยู่ที่ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 4-5 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงตั้งครรภ์บางคนอาจไม่มีเลือดล้างหน้าเด็กปรากฏออกมาให้เห็นก็ได้เช่นกัน [embed-health-tool-”due-date”] เลือดล้างหน้า เกิดจากอะไร  เลือดล้างหน้า หรือเลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation bleeding) หมายถึงเลือดที่ออกจากช่องคลอดหลังจากไข่ผสมกับอสุจิแล้วเกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในมดลูก การฝังตัวของตัวอ่อนอาจทำให้หลอดเลือดฝอยในโพรงมดลูกแตก จนมีเลือดออกมาจากช่องคลอด อาการเลือดล้างหน้าถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์บางคนเท่านั้น โดยเลือดล้างหน้ามักจะเป็นเลือดสีชมพูจาง ๆ ออกมาจากช่องคลอดแบบกะปริบกะปรอย มีปริมาณน้อยกว่าเลือดประจำเดือน และจะพบแค่ 1-2 วันเท่านั้น อาการของเลือดล้างหน้า  อาการของเลือดล้างหน้า หรือเลือดล้างหน้าเด็กโดยทั่วไป มีดังนี้  เลือดที่ออกจากช่องคลอดมีสีชมพูจาง ๆ หรือสีน้ำตาล ไม่เป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือดประจำเดือน  ปริมาณเลือดที่ออกมาไม่เยอะเหมือนเลือดประจำเดือน อาจมีอาการนานประมาณ 1-2 วัน  นอกจากนี้ อาการเลือดล้างหน้ายังอาจเกิดพร้อมกับสัญญาณที่บ่งบอกการตั้งครรภ์อื่น ๆ เช่น   เจ็บหรือคัดตึงเต้านม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย  คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ  อารมณ์แปรปรวน อยากอาหาร  ถ่ายปัสสาวะบ่อย  สาเหตุอื่นที่อาจทำให้เลือดออกจากช่องคลอด  นอกเหนือจากเลือดล้างหน้าเด็กแล้ว อาการเลือดออกจากช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ […]


คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!