home

โรคทางเดินหายใจ

ระบบทางเดินหายใจ มีส่วนสำคัญในการทำงานตามปกติของร่างกาย ดังนั้น คุณจึงควรเรียนรู้วิธีการรักษาสุขภาพของระบบทางเดินหายใจของคุณให้แข็งแรง ห่างไกลจากความเจ็บป่วย เรียนรู้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึง โรคทางเดินหายใจ ได้ที่นี่

ความรู้ทั่วไป

โรคทางเดินหายใจ

โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอุดตันภายในหลอดเลือด ส่งผลให้ออกซิเจนไม่สามารถไปถึงภายในปอด ทั้งยังทำให้การไหลเวียนของเลือดเกิดความผิดปกติ ดังนั้น หากคุณได้ทราบถึง ปัจจัยเสี่ยงของโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ซึ่งโรคนี้อาจจะมีผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต คุณจะได้สังเกตตัวเองและพยายามหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยบทความนี้ของ Hello คุณหมอ ได้นำปัจจัยเสี่ยงของโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดมาฝากกัน สาเหตุของการเกิด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด อาจเป็นผลมาจากสิ่งแปลกปลอมที่มีอนุภาคขนาดเล็กเข้าสู่กระแสเลือด รวมถึงผู้ป่วยที่มีการนอนพักฟื้นเป็นเวลานานหลังการผ่าตัด เพราะการที่คุณไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อาจทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงจนเลือดสะสมก่อให้เกิดปฏิกิริยาทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน หรือลิ่มเลือดขึ้น ส่วนใหญ่ลิ่มเลือดที่พบได้มากจะเริ่มจากบริเวณหลอดเลือดดำส่วนแขนและขา แล้วค่อยเคลื่อนที่เข้าสู่ปอด เรียกได้ว่า เป็นโรคที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว เพราะลิ่มเลือดจะขวางการไหลเวียนของเลือดไม่สามารถนำส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และปอดได้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด มีอะไรบ้าง บุคคลที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น อาจมีแนวโน้มที่จะเป็น โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ได้ โดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป อีกทั้งผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก็สามารถเสี่ยงต่อการเป็นลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดได้เช่นเดียวกัน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคปอด โรคลำไส้อักเสบบางชนิด โรคอ้วน อีกทั้งหากบุคคลใดที่กำลังรับประทานยาคุมกำเนิด รักษาโรคหัวใจด้วยการใส่สายสวน และเครื่องตุ้นหัวใจ พร้อมกับกำลังตั้งครรภ์ในช่วง 6 สัปดาห์ เป็นไปได้ว่าอาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงมีขนาดที่แคบลง หรือหลอดเลือดได้รับความเสียหาย ที่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดขึ้น แนวทางการป้องกันโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ควรเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ […]

หัวข้อ โรคทางเดินหายใจ เพิ่มเติม

โรคหอบหืด

หากขณะที่คุณกำลังนอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ในยามดึก จู่ ๆ กลับมาอาการหายใจไม่ออกแทรกขึ้นมา จนขัดขวางการนอนหลับของคุณ นั่งอาจเป็นสัญญาณของ โรคหอบหืดตอนกลางคืน ได้ แต่นอกจากอาการหายใจไม่ออกแล้ว จะมีสัญญาณเตือนอื่น ๆ อย่างไรอีกบ้างนั้น ติดตามในบทความ Hello คุณหมอ นี้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ โรคหอบหืดตอนกลางคืน คืออะไร หอบหืดตอนกลางคืน (Nighttime Asthma) เป็นภาวะที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจอักเสบ เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ และปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิที่หนาวเย็น ไรฝุ่น ขนสัตว์ หรืออาจเป็นอาการของผู้เป็น โรคหอบหืด มาแต่เดิม โรคหอบหืดในตอนกลางคืนนี้จะส่งผลเสียต่อการทำงานของปอด และทำให้ประสิทธิภาพการนอนหลับของคุณแย่ลง ทำให้มีอาการพักผ่อนไม่เพียงพอ และอ่อนแรงในยามเช้า มีงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า หนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตในผู้ป่วย โรคหอบหืด อาจความเกี่ยวข้องกับหอบหืดตอนกลางคืน เนื่องจากโรคนี้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากในขณะนอนหลับ จนสุดท้ายก็อาจหยุดหายใจขณะหลับได้โดยไม่รู้ตัว สัญญาณเตือนของโรคหอบหืดตอนกลางคืน อาการของโรคหอบหืดตอนกลางคืน เหล่านี้ อาจคล้ายคลึงกับ โรคหอบหืด ทั่วไป แต่อาจมีอาการแย่ลงเมื่อเข้าสู่ช่วงยามดึก อาการไอ หายใจไม่ออก หายใจถี่ เจ็บหน้าอก แต่หากมีสัญญาณ เช่น อาการละเมอ หยุดหายใจขณะหลับ และรู้สึกถึงพฤติกกรรมการนอนผิดปกติอื่น ๆ […]

โรคถุงลมโป่งพอง

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า โรคถุงลมโป่งพอง มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้ว ยังมีอีกหลาย พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง บทความนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาดูกันว่า โรคถุงลมโป่งพองเกิดจากสาเหตุและปัจจัยใดบ้าง เราจะได้ป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี ถุงลมโป่งพอง (Emphysema) คืออะไร ถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังชนิดหนึ่ง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease : COPD) เกิดจากการอักเสบบริเวณถุงลมปอด  ผนังด้านในถุงลมจึงอ่อนตัวและแตกออกกลายเป็นถุงลมขนาดใหญ่แทนที่จะเป็นถุงลมขนาดเล็ก ๆ จำนวนมาก ทำให้ปอดแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้น้อยลง หรือมีปริมาณออกซิเจนค้างอยู่ในปอดมากกว่าปกติ  อย่างไรก็ตาม โรคถุงลมโป่งพองมักพบในเพศชายที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก หายใจถี่ และอาการไอ เป็นต้น  5 พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง  พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง มีดังต่อไปนี้ สูบบุหรี่  บุหรี่เป็นสาเหตุหลักของโรคถุงลมโป่งพอง อายุ โดยส่วนใหญ๋มักพบในเพศชายที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี  การสัมผัสกับควันบุหรี่ การสัมผัสหรือสูดดมควันบุหรี่ (โดยที่ไม่สูบบุหรี่เอง) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคถุงลมโป่งพอง สูดดมควันและฝุ่นละออง  หากเราหายใจเอาควันและฝุ่นละออง  เช่น ฝุ่นละอองจากเมล็ดฝ้าย หรือสารเคมีในเหมืองแร่ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป การสัมผัสกับมลภาวะในที่ร่มและกลางแจ้ง การหายใจเอามลพิษ เช่น ควันจากเชื้อเพลิง ควันจากท่อไอเสียรถ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง สัญญาณเตือนโรคถุงลมโป่งพอง    โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการไอ […]

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นหนึ่งในโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่อาจทำให้ปอดเสียหายได้ เราลองมาเช็กกันดูดีกว่าค่ะว่า คุณมี พฤติกรรมเสี่ยงโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือไม่ หากมี จะได้รีบได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้อย่างทันท่วงที ว่าแต่พฤติกรรมเสี่ยงเกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 4 พฤติกรรมที่ว่าจะมีอะไรบ้าง แล้วคุณจะลดความเสี่ยงโรคนี้ได้อย่างไร Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณแล้วค่ะ 4 พฤติกรรมเสี่ยงโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากระบบทางเดินหายใจและปอดเกิดการระคายเคืองติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ทำให้มีเสลด และเกิดอาการไอเรื้อรังต่อเนื่อง (ไอทุกวัน ติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป) และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก โรคนี้มักพบในผู้ที่มี พฤติกรรมเสี่ยงโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ดังต่อไปนี้ สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่บ่อย ๆ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่บ่อย ๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 90% โดยส่วนใหญ่มักพบในเพศชายที่มีอายุระหว่าง 44-65 ปี  มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย เช่น ไข้หวัด หรือจากภาวะเรื้อรังต่าง […]

โรคปอดบวม

เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะภายในสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ โดยการช่วยแปรเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซออกซิเจน เพื่อลำเลียงนำก๊าซบริสุทธิ์เข้าสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ปอดคุณเกิดทำงานผิดปกติ หรือเสี่ยงเข้าสู่ โรคปอดบวม ต้องพึงระวังไว้ให้ดี เพราะโรคปอดบวมนี้ยังถูกแบ่งออกได้อีกหลายประเภทด้วยกัน แต่จะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอกันค่ะ โรคปอดบวมส่งผลให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็น โรคปอดบวม มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี แต่หากเป็นกรณีที่มีความรุนแรงมากนัก นอกจากจะเจ็บปวดกับอาการที่เกิดขึ้นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้อีกด้วย ดังนี้ ระบบหายใจล้มเหลว เมื่อปอดของคุณอักเสบ และบวมขึ้นอาจส่งผลเสียต่อระบบหายใจทำให้คุณหายใจลำบากได้ บางกรณีแพทย์จึงจำเป็นต้องมีการใส่เครื่องช่วยหายใจร่วม ฝีในปอด ฝีที่เกิดขึ้นอาจมีหนองอยู่บริเวณรอบ ๆ ปอดร่วมด้วย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแพทย์มักนิยมใช้ยาปฏิชีวนะในระยะแรก หากร่างกายคุณยังไม่มีการตอบสนอง ก็อาจต้องใช้วิธีผ่าตัด เพื่อทำการระบายหนองออก ติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด เมื่อแบคทีเรียจากปอดเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เชื้อเหล่านี้ถูกแพร่กระจายเข้าไปทำลายยังส่วนต่าง ๆ จนอาจทำให้ระบบการทำงานอื่น ๆ นั้น เกิดล้มเหลวไปด้วยได้ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ โรคปอดบวมสามารถส่งผลให้มีการสะสมของเหลวในระหว่างเนื้อเยื่อ จนเสี่ยงต่อการติดเชื้อขึ้น และจำเป็นต้องทำการผ่าตัดออกอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัย 5 ประเภทของโรคปอดบวม ที่ควรรู้ไว้ การจำแนก ประเภทของโรคปอดบวม ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณนั้นเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อมาก รวมไปถึงการมีเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสบางชนิดเข้าสู่ทางเดินหายใจ โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 1.โรคปอดบวมที่ได้รับจากโรงพยาบาล โดยคุณอาจได้รับเชื้อแบคทีเรียในช่วงระหว่างการรักษาตัว และอาจได้รับจากอุปกรณ์การรักา เช่น เครื่องช่วยหายใจ 2.โรคปอดบวมที่เกิดจากชุมชน เนื่องจากชุมชนที่คุณพักอาศัย อาจมีแบคทีเรีย ไวรัส จำนวนมาก เมื่อมีการสูดหายใจเข้าไป และระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ก็สามารถส่งผลให้คุณได้รับเชื้อลงสู่ปอดจนเป็นโรคปอดบวมนั่นเอง 3.โรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย คุณสามารถรับเชื้อนี้ส่งต่อกันได้จากการไอ […]

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมจากการสำลัก เป็นหนึ่งในโรคปอดบวมที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ที่ทุกคนอาจยังไม่คุ้นเคยกันมากนัก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอนำสัญญาณเตือนเบื้องต้น ที่คุณควรทราบมาฝากให้ได้ลองนำไปเช็กตนเองพร้อม ๆ กันค่ะ โรคปอดบวมจากการสำลัก คืออะไร โรคปอดบวมจากการสำลัก เป็นโรคปอดบวมอีกประเภทที่เกิดจากการติดเชื้อที่ปอด และทางเดินหายใจ โดยเกิดการสำลักขึ้นเมื่อคุณมีการรับประทานอาหาร หรือดื่มของเหลวเข้าไป แต่แทนที่อาหารเหล่านี้จะถูกลำเลียงเข้าสู่หลอดอาหารลงกระเพาะ กลับเข้าไปในช่องปอด หรือทางเดินหายใจแทน ถึงจะดูเหมือนเป็นการสำลักอาหารธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้คุณเสียชีวิตได้ เนื่องจากการสะสมของแบคทีเรียในอาหารเป็นพาหะที่ส่งผลให้เกิดโรคปอดบวม หากไม่เข้าขอรับรักษาจากแพทย์ ก็สามารถทำให้คุณเผชิญกับอาการที่แย่ลงเรื่อย ๆ ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็น โรคปอดบวมจากการสำลัก ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดบวมจากการสำลักนั้น อาจมาจากปัจจัยการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ รวมไปถึงสภาวะสุขภาพอื่น ๆ ดังนี้ โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม ความผิดปกติในการกลืนอาหาร โรคปอด การรับรู้ สติปัญญาผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต โรคทางระบบประสาทบางชนิด กรดไหลย้อน ผู้ป่วยที่ผ่านการฉายรังสีบริเวณศีรษะ และคอ สัญญาณเตือนของโรคปอดบวมจากการสำลัก คุณควรมีการสังเกตอาการตนเองร่วมว่ากำลังเผชิญกับอาการ ดังต่อไปนี้ อยู่หรือไม่ เพื่อความปลอดภัย และเข้ารับการตรวจได้อย่างเท่าทัน เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไข้ขึ้นสูง เหงื่ออกมากจนเกินไป สีผิวเปลี่ยนแปลงเป็นสีฟ้าซีด ไอแบบมีเสมหะ ลมหายใจมีกลิ่น หากกรณีที่คุณมีไข้ พร้อมกับหายใจไม่ออก และมีอาการหนาวสั่นร่วม คุณควรรีบเข้าพบคุณหมอในทันที ไม่ควรรออาการให้หายไปเอง เพราะบางครั้งอาการเหล่านี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลอันตรายต่อปอดได้มากขึ้น วิธีรักษา โรคปอดบวมจากการสำลัก ในการรักษาโรคปอดบวมจากการสำลักอาจแตกต่างกันออกไปตามแต่ละภาวะสุขภาพ และอาการที่เกิดขึ้นของแต่ละบุคคล หากมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะตามอาการ  พร้อมมีการทดสอบการกลืนอาหารว่ามีความเสี่ยงต่อการสำลักอีกหรือไม่ อีกทั้งแพทย์ยังอาจใช้การเอ็กซเรย์บริเวณหน้าอก การตรวจเม็ดเลือด การกล้องทางหลอดลม (Bronchoscopy) แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการให้ออกซิเจนเสริม […]

โรคปอดบวม

หากคุณรู้ตัวแล้วว่าตนเองกำลังเป็น โรคปอดอักเสบ หรือมีอาการผิดปกติบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โปรดเร่งเข้ารับการวินิจฉัยในทันทีพร้อมรับ การรักษาโรคปอดอักเสบ โดยวันนี้ ทาง Hello คุณหมอ ได้รวบรวมเทคนิคจากแพทย์มักนิยมเลือกใช้ เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต วิธีสังเกตอาการของ โรคปอดอักเสบ อาการ และปฏิกิริยาของ โรคปอดอักเสบ มักแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อที่คุณได้รับเข้าสู่ช่องทางเดินหายใจสู่ปอด ใรระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่หากสังเกตให้ดีจะมีบางอาการที่แตกต่างออกไป ดังนี้ รู้สึกเจ็บหน้าอก เมื่อคุณหายใจ หรือไอ และจาม มีเสมหะ รู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่าย มีไข้ พร้อมอาการหนาวสั่น เหงื่ออกมาก คลื่นไส้ และอาเจียน ท้องร่วง ปวดศีรษะ เจ็บปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว ในกรณีสำหรับเด็กทารกอาจไม่แสดงอาการติดเชื้อ แต่ส่วนใหญ่เด็ก ๆ มักจะมีไข้ อาเจียน และอาการไอร่วม ส่วนผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปนั้น อาจเกิดความมึนงง สับสน การรับรู้เปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างควาใปลอดภัย หรือมีข้อกังวลใจถึงอาการดังกล่าว สามารถเข้าขอรับการตรวจสุขภาพได้ในทันทีที่คุณรู้สึกว่าตนเอง หรือคนรอบข้างมีอาการผิดปกติ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่นเกิดโรคปอดอักเสบ การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ ก่อนเริ่มรักษา คุณหมอที่คุณขอเข้าพบอาจเริ่มต้นด้วยการสอบถามประวัติทางสุขภาพ ว่ามีโรคประจำตัวอื่น ๆ แทรกซ้อน หรือไม่ มีการใช้ยาใดบ้างอยู่ร่วม พร้อมมีอาการที่ผิดปกติอย่างไร โดยคุณจำเป็นต้องตอบคำถามที่คุณหมอเอ่ยมาทั้งหมด เพื่อประกอบกับผลการวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยเทคนิคการตรวจสุขภาพปอดต่าง ๆ ดังนี้ ตรวจเลือด เนื่องจากการตรวจเลือดสามารถยืนยันได้ว่า คุณมีการติดเชื้อใด […]

วัณโรค

วัณโรคปอด ส่วนใหญ่สามารถพบได้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันในระดับต่ำ และอาจต้องได้รับการรักษาทันที เพราะบางคนอาจมีอาการรุนแรง และยังสามารถแพร่กระจายไปสู่บุคลรอบข้างได้อีกด้วย แต่ สาเหตุของวัณโรคปอด จะมาจากปัจจัยใดได้บ้างนั้น ติดตามบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากทุกคนในวันนี้ ไปพร้อม ๆ ได้เลยค่ะ สาเหตุของวัณโรคปอด เกิดมาจากอะไร วัณโรคปอด เกิดจากการที่ร่างกายของเรานั้นได้รับแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Mycobacterium tuberculosis โดยเชื้อแบคทีเรียนี้สามารถแพร่กระจายไปยังผู้คนรอบข้างได้ง่ายด้วยการหายใจ จนนำละอองของเชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ จากการไอ จาม ของผู้ที่มีเชื้อปะปนเข้าไป อีกทั้งผู้คนที่มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อแบคทีเรียจนเป็นวัณโรคปอด มักอยู่ในช่วงวัยทารก ผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ พร้อมมีสภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี (HIV) เอดส์ โรคเบาหวาน และผู้ที่รับการรักษาจากเคมีบำบัดอีกด้วย อาการวัณโรคปอด ที่ควรเข้าพบคุณหมอทันที ปกติแล้วอาการทั่วไปของวัณโรคปอดมักส่งผลให้คุณรู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ไข้ขึ้น และน้ำหนักลดลง ซึ่งคุณสามารถรับการรักษาได้ด้วยการกินยาปฏิชีวนะที่แพทย์กำหนดให้ตามอาการ แต่หากเกิดกรณีที่คุณมีอาการรุนแรง ดังต่อไปนี้ อาจต้องรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ในทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจอาการที่เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างละเอียด พร้อมดำเนินการรักษาในลำดับถัดไปได้ทันเวลา มีอาการไอเกินกว่า 3 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก ไอ หรือมีเสมหะเป็นเลือด ผู้ป่วยแต่ละบุคคลอาจมีอาการของวัณโรคปอดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพ หรือระบบภูมิคุ้มกันของคุณ ดังนั้นหากคุณมีความกังวลถึงความผิดปกติของร่างกายไม่ว่าจะระดับรุนแรง หรือไม่รุนแรงก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ทันที โดยไม่ควรรีรอแต่อย่างใด วิธีป้องกันให้คุณห่างไกลจาก วัณโรคปอด ถึงแม้คุณจะไม่สามารถทราบได้ว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่ข้างกายนั้น จะป่วยเป็นวัณโรคปอด และมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หรือไม่ หนทางที่ดีที่สุดคุณจึงควรมีการป้องกันตนเองไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยวิธีต่าง ๆ […]

วัณโรค

เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หากเกิดปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลให้ทางเดินหายใจของคุณนั้นมีการทำงานที่ผิดปกติ หรือแย่ลงได้ วันนี้ Hello คุณหมอจึง ขอนำวิธี รักษาวัณโรค โดยเทคนิคทางการแพทย์ มาฝากทุกคนได้ทำการศึกษาเอาไว้เบื้องต้น เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจก่อนได้รับผลข้างเคียงที่ตามมา วัณโรค สามารถรักษาหายได้จริงหรือ ถึงแม้วัณโรคจะสามารถส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตได้ไม่ต่างจากโรคร้ายแรงอื่น ๆ แต่หากคุณได้รับการรักษาทันทีที่สังเกตว่าตนเองมีอาการผิดปกติ ได้แก่ อาการไอติดต่อกันมากกว่า 3 สัปดาห์ เสมหะมีเลือดปน เจ็บหน้าอก มีไข้ พร้อมเบื่ออาหาร เป็นต้น ก็อาจทำให้อาการที่คุณเผชิญจากวัณโรคค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เฉกเช่นเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้ป่วยวัณโรคได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 6-9 เดือน พร้อมมีการติดตามอาการเป็นระยะ จนในที่สุดผู้ป่วยเหล่านี้ก็ได้หายขาดจากโรค และกลับมาใช้ชีวิตภายใต้การดูแลตนเองสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างปกติ วิธีรักษาวัณโรค ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำ ก่อนรับการรักษาแพทย์อาจมีการวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจต่อมน้ำเหลือง ตรวจเลือด และใช้เครื่องฟังเสียงหายใจ เพื่อเช็กความผิดปกติที่อยู่ภายในของระบบทางเดินหายใจ หรือแบคทีเรียที่เป็นพาหะก่อให้เกิดวัณโรค แล้วจึงดำเนินการจัดหาวิธีรักษาตามอาการ โดยส่วนใหญ่มักให้ผู้ป่วยรับยาปฏิชีวนะต่าง ๆ ดังนี้ ไอโซไนอาซิด (Isoniazid)  ไรแฟมพิซิน (Rifampicin) อีแทมบูทอล (Ethambutol) ไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide) นอกจากนี้หากคุณเป็นวัณโรคประเภทดื้อยา แพทย์อาจต้องมีการใช้ยาในรูปแบบฉีดร่วมด้วยเป็นเวลา 1-3 ปี เช่น บีดาควิลีน (Bedaquiline) และไลนิโซลิด (Linezolid) อีกทั้งในระยะของการใช้ยาปฏิชีวนะข้างต้นขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพ […]

วัณโรค

เรียกได้ว่าระยะแรกของอาการวัณโรคแฝงแทบจะไม่ค่อยแสดงออกมาให้คุณได้เห็นอย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้ เพราะอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายในโดยไม่รู้ตัว วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอพาทุกคนไปร่วมรู้จัก วัณโรคแฝง พร้อมวิธีรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนเกิดอาการรุนแรงแก่ร่างกายในวงกว้างมาฝากกัน วัณโรคแฝง คืออะไร วัณโรคแฝง หรือ วัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection) เป็นวัณโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย โดยผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อมักไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แต่ไม่ต้องเป็นกังวลใจไปเพราะระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะทำหน้าที่เป็นเครื่องขัดขวางอันดับแรกในการป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียทำการแพร่กระจายไปยังบุคคลรอบข้าง ที่สำคัญผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-65 ปี และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากเป็นวัณโรคแฝงโดยไม่รู้ตัว และมักเพิกเฉยต่อการเข้ารับการตรวจสุขภาพของตนเองอย่างเป็นประจำ เชื้อแบคทีเรียอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานนั้น ก็อาจส่งผลให้ตับคุณเกิดความเสียหาย และเสี่ยงเป็นวัณโรคแบบเต็มตัวที่ก่อให้เกิดปัญหารุนแรงตามมาได้ในภายหลัง เทคนิคการวินิจฉัย วัณโรคแฝง แพทย์อาจเลือกใช้เทคนิคเป็นการตรวจเลือดมาใช้ในขั้นตอนแรกก่อนรับการรักษา เนื่องจากการตรวจเลือดจะสามารถทำให้แพทย์ทราบได้ว่าคุณเป็นวัณโรค หรือวัณโรคระยะแฝงตัวอยู่ อีกทั้งการทดสอบนี้ยังตรวจเช็กได้อีกด้วยว่าระบบภูมิคุ้มกันของคุณมีปฏิกิริยาอย่างไรกับแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดวัณโรคแฝงตัวนี้ ในบางกรณีนอกจากการตรวจเลือด คุณอาจได้รับการตรวจร่างกายเพิ่มเติมด้วยการใช้ CT scan ที่จะช่วยบ่งบอกได้ว่าแบคทีเรียที่คุณได้รับเข้าสู่ปอดของคุณแล้วหรือไม่ โดยจะเผยให้เห็นเป็นจุดสีขาว ๆ อยู่ล้อมรอบของปอด วิธีรักษาวัณโรคแฝง หากคุณได้รับการทดสอบแล้วพบว่าตนเองนั้นกำลังป่วยเป็นวัณโรคแฝง แพทย์ส่วนใหญ่มักจะแนะนำการรักษาด้วยการให้ยาสเตียรอยด์ เคมีบำบัด เข้ามาช่วยในระยะยาว เพื่อทำการยับยั้งก่อนเชื้อแบคทีเรียจะส่งผลอันตราย นอกจากนี้ยังแพทย์ยังจำเป็นต้องให้ยา ไรแฟมพิซิน (Rifampicin) ไอโซไนอาซิด (Isoniazid) มาร่วมรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3-6 เดือนด้วยกัน ตามการพัฒนาการวัณโรคในแต่ละบุคคล แต่ถึงอย่างไรคุณควรพูดคุยถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับแพทย์ก่อนรับยาร่วมด้วย เพราะไอโซไนอาซิด (Isoniazid) สามารถทำให้เส้นปลายประสาทได้รับความเสียหาย […]

โรคหอบหืด

โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ โดยอาจมาจากสาเหตุของโรคภูมิแพ้เป็นหลัก จนเกิดอาการแพ้เรื้อรังส่งผลให้เป็นโรคหอบหืด หรือหลอดลบตีบแคบตามมาในที่สุด แต่ทุกคนทราบหรือไม่ว่า โรคหอบหืด นี้ยังถูกแบ่งออกอีกหลายชนิดด้วยกัน ที่วันนี้ Hello คุณหมอ จะพามารู้จักกับ ประเภทของหอบหืด ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักประสบ เพื่อรู้ให้เท่าทันถึงอาการ และวิธีการรักษา 5 ประเภทของหอบหืด มีอะไรบ้าง โรคหอบหืด ถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด ได้กับทุกช่วงวัย รวมถึงผู้ที่มีประวัติทางสุขภาพเกี่ยวข้องกับอาการแพ้อยู่แต่เดิมเช่น แพ้ขนสัตว์ แพ้อากาศ แพ้ละอองเกสร เป็นต้น โดยสามารถแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ ดังนี้ โรคหอบหืดจากการทำงาน ส่วนมากผู้ที่เป็นหอบหืดประเภทนี้มักประกอบอาชีพที่สุ่มเสี่ยงต่อสารก่อให้เกิดภูมิแพ้เช่น โรงงานที่สัมผัสปะปนสารเคมี โลหะ ตะกั่ว และไม้ เกษตรกร สัตวแพทย์ เป็นต้น โดนจะส่งผลให้คุณมีอาการแพ้  โพรงจมูกบวม มีน้ำมูก จนเข้าไปปิดกันช่องทางเดินหายใจ วิธีการรักษา อาการดังกล่าวข้างต้นที่เกิดขึ้น ปกติแล้วจะหายไปได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่หากกรณีที่คุณมีอาการรุนแรงขึ้นอาจต้องเข้าขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ พร้อมรับประทานยาตามคำแนะนำ จนกว่าคุณจะรู้สึกว่ามีอาการที่ดีขึ้น หรือรับประทานจนกว่าจะครบระยะเวลาที่แพทย์กำหนด โรคหอบหืดตามฤดูกาล สามารถเกิดขึ้นได้ในบางสภาวะตามสภาพอากาศที่ร่างกายคุณมีการตอบสนอง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเจอผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดประเภทนี้ในช่วงฤดูหนาวได้มากกว่า พร้อมกับมีไข้เล็กน้อย หรือเป็นไข้หวัดร่วมด้วย วิธีการรักษา แพทย์อาจต้องมีการตรวจร่างกายว่าคุณมีอาการใดบ้าง พร้อมกับให้ยารักาตามอาการ และให้คำแนะนำเพิ่มเติมถึงการดูแลสุขภาพตนเอง เช่น ฤดูหนาวคุณควรสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าหนา […]

x