พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ลูกอ้วนควรกังวลไหม? สัญญาณเตือนโรคอ้วนในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอ้วนขึ้นนิดหน่อย หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวโตขึ้นก็ยืดและผอมลงเอง แต่ความจริงคือ โรคอ้วนในเด็กเป็นภาวะสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างตั้งแต่วัยเด็ก และยังเพิ่มโอกาสที่จะมีโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ CDC, NHLBI และ NIDDK ต่างระบุว่า เด็กที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ปัญหาข้อและกระดูก ปัญหาการหายใจ รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความมั่นใจต่ำ หรือการถูกล้อเลียน ดูจาก “การเติบโต” มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ในเด็ก เราไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่ เพราะร่างกายยังเติบโตอยู่ การประเมินจะใช้ค่า BMI ตามอายุและเพศ หรือที่เรียกว่า BMI-for-age percentile โดย CDC และ NHLBI ระบุว่า เด็กที่มีค่า BMI อยู่ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ถึงต่ำกว่า 95 ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 95 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ดังนั้นเด็กบางคนที่พ่อแม่รู้สึกว่า “ยังดูไม่อ้วนมาก” อาจเริ่มมีความเสี่ยงแล้วหากดูจากแนวโน้มการเติบโต อีกจุดที่ควรสังเกตคือ น้ำหนักที่ขึ้นเร็วต่อเนื่อง เสื้อผ้าคับเร็วขึ้น รอบเอวชัดขึ้น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

สุขภาพเด็ก

ผลการประเมินสภาพทารกแรกเกิด หรือ Apgar score คืออะไร

Apgar score หรือ คะแนนแอปการ์ คือ ผลการประเมินสภาพร่างกายทารกแรกเกิด ที่ได้จากการทดสอบสุขภาพหลังคลอดของทารกในเบื้องต้น Apgar score แบ่งเป็นระดับคะแนนตั้งแต่ 1-10 หากทารกได้คะแนนต่ำกว่า 7 ถือว่ามีปัญหาสุขภาพที่อาจต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การให้ออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ ทั้งนี้ คะแนนแอปการ์เป็นคะแนนที่ใช้ในการประเมินร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นเกณฑ์วัดสุขภาพของทารกในระยะยาว สำหรับทารกที่ได้คะแนนแอปการ์น้อยกว่าเกณฑ์ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ก็อาจมีพัฒนาการเหมือนทารกทั่วไปได้ Apgar score คือ อะไร Apgar score หรือ คะแนนแอปการ์ คือ ผลการประเมินสภาพร่างกายทารกแรกเกิด เมื่อทารกลืมตาดูโลก คุณหมอและพยาบาลจะประเมินคะแนนแอปการ์ประมาณ 2-3 ครั้ง คือ หลังทารกลืมตาดูโลก 1 นาที เพื่อประเมินว่าทารกทนกระบวนการคลอดได้ดีหรือไม่ จากนั้นจะประเมินคะแนนแอปการ์ซ้ำ เมื่อทารกลืมตาดูโลกได้ 5 นาที หากประเมินแล้วพบอาการผิดปกติ คุณหมอจะประเมินซ้ำอีกครั้ง เมื่อทารกลืมตาดูโลกได้ 10 นาที คำว่า “Apgar” เป็นคำที่ย่อมาจากตัวบ่งชี้สุขภาพทารกแรกเกิด ดังต่อไปนี้ ลักษณะ (Appearance) ประเมินจากสีผิวของทารก (Skin […]


เด็กวัยเรียน

เกมสำหรับเด็ก วัยเรียน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเหมาะสม

เด็กวัยเรียนเป็นวัยที่เหมาะในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เนื่องจากสมองและร่างกายกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ นอกจากการเรียนหนังสือแล้ว การให้เด็กได้ทำกิจกรรมอย่าง เกมสำหรับเด็ก ที่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เช่น เกมเก้าอี้ดนตรี เกมวิ่งไล่จับ เกมซ่อนหา เกมต่อจิกซอว์ ยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย กระตุ้นพัฒนาการและการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะด้านสังคม ทักษะด้านความคิด ของเด็กได้เป็นอย่างดี ทั้งยังให้ความเพลิดเพลินและช่วยให้เด็กได้คลายเครียดด้วย โดยเด็กจะเริ่มเล่นรวมกับผู้อื่นได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี และเริ่มเล่นอย่างมีกติกาได้ตั้งแต่อายุ 5 ปี เกมสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยเรียน เกมสำหรับเด็ก ที่อาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กวัยเรียนได้ อาจมีดังนี้ 1. เกมที่ช่วยเสริมสร้างทักษะการเข้าสังคม เด็กในวัยเรียนมักเข้าสังคมและใช้เวลาร่วมกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเล่นเกมร่วมกันจะทำให้เด็กได้เรียนรู้กฎระเบียบข้อตกลงที่มีร่วมกันในสังคม ได้ฝึกการใช้เหตุผลเมื่ออยู่ในสังคม และเรียนรู้ที่จะยอมรับผลแพ้ชนะผ่านการเล่นเกม เกมที่อาจช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสังคมให้กับเด็ก มีดังนี้ เกมส่งต่อมันร้อน ให้เด็ก ๆ นั่งล้อมวงกันเป็นวงกลมพร้อมเปิดเพลงประกอบ จากนั้นให้เด็กผลัดกันส่งต่อมันร้อน (อาจเป็นลูกบอลหรือกระดาษที่ขยำเป็นก้อนกลม) ไปให้คนข้าง ๆ เรื่อย ๆ ให้เร็วที่สุด จนกว่าเสียงดนตรีจะหยุด หากเพลงหยุดแล้วผลมันร้อนอยู่ที่ใคร คนนั้นต้องออกจากวงกลมไป เล่นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเหลือผู้เล่นคนสุดท้าย ซึ่งจะกลายเป็นผู้ชนะของเกมนี้ เกมเก้าอี้ดนตรี เป็นเกมที่ใช้อุปกรณ์เป็นเก้าอี้และเสียงเพลง โดยจัดวางเก้าอี้หลายตัวเป็นวงกลม หันส่วนที่นั่งออกด้านนอกในลักษณะที่หันหลังชนกันเป็นวงกลม ให้เก้าอี้มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนผู้เล่น 1 […]


สุขภาพเด็ก

ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด หรือ Birth asphyxia คือ อะไร

ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด หรือ Birth asphyxia คือ ภาวะที่ทารกในช่วงแรกเกิดขาดออกซิเจนหลังคลอด ทำให้ไม่หายใจ หายใจแผ่ว สีผิวผิดปกติ หรือมีอาการชัก ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด มดลูกแตก สายสะดือย้อย ทารกเสียเลือดมาก ซึ่งหากรักษาได้ทันและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดก็อาจทำให้ทารกฟื้นตัว และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามปกติได้ Birth asphyxia คือ อะไร ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด เกิดจากทารกได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในช่วงก่อน ระหว่าง หรือหลังคลอด เมื่อไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหาร เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ มีกรดสะสมในเซลล์และสร้างความเสียหายให้กับร่างกาย เป็นอันตรายต่อการทำงานของสมองและอวัยวะอื่น ๆ ความรุนแรงของภาวะนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทารกขาดออกซิเจน ระดับออกซิเจน และความเร็วในการรักษา หากได้รับการรักษาทันท่วงที ทารกอาจฟื้นตัวกลับเป็นปกติได้ แต่หากรักษาล่าช้า อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และอาจเกิดความผิดปกติของระบบประสาทตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง เช่น อาการชัก ภาวะสมองพิการ (Cerebral palsy) ภาวะพัฒนาการล่าช้า การดูแลและติดตามสุขภาพของคุณแม่และทารกอย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและหลังคลอดจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิดได้ สาเหตุของภาวะ Birth asphyxia สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด อาจมีดังนี้ รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ ปัญหาสายสะดือย้อยระหว่างคลอด ภาวะคลอดก่อนกำหนด การคลอดที่ใช้เวลานานหรือซับซ้อนเกินไป การติดเชื้อรุนแรงของคุณแม่หรือทารก […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

Hardepuin fetus (เด็กดักแด้) คืออะไร สาเหตุ ความเสี่ยง วิธีรักษาและวิธีดูแล

Hardepuin fetus หรือเด็กดักแด้ เป็นโรคผิวหนังที่พบได้ยากมาก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังที่กลายพันธุ์ เนื่องจากการถ่ายทอดยีนผิดปกติทางพันธุกรรม ส่งผลให้ผิวเปราะบางอย่างรุนแรงและระคายเคืองได้ง่าย หากผิวหนังได้รับบาดเจ็บหรือเสียดสีอาจทำให้เกิดแผลพุพอง โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดและระดับความรุนแรงจะแตกต่างไปในแต่ละคน คุณหมออาจวางแผนการรักษาด้วยการดูแลตามอาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน [embed-health-tool-vaccination-tool] โรคเด็กดักแด้ คืออะไร โรคนี้เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเซลล์ผิวหนังของเด็กจะผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว จะมีสภาพผิวรัดตึง แห้งลอก เป็นตุ่มน้ำ แผลพุพอง และแยกออกเป็นแผ่นกระจายทั่วร่างกาย โดยอาจสังเกตอาการของโรคนี้ได้จากการอัลตราซาวด์ครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 4-6 สัปดาห์ หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป สาเหตุของโรคเด็กดักแด้ โรคเด็กดักแด้ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ABCA12 ที่ทำให้กระบวนการสร้างชั้นผิวหนังผิดปกติ โดยเซลล์กลายพันธุ์จะไปยับยั้งการสร้างโปรตีน ทำให้ผิวหนังชั้นนอกมีพัฒนาการผิดปกติอย่างรุนแรงทั้งในช่วงที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โอกาสในการเกิดโรคเด็กดักแด้ หากทั้งพ่อและแม่มียีนก่อโรคเด็กดักแด้โอกาสที่ยีนจะถ่ายทอดไปยังเด็กและทำให้เด็กเกิดโรคนี้ อาจมีดังนี้ โอกาสที่เด็กจะมียีนก่อโรค และเป็นโรค คิดเป็น 25% โอกาสที่เด็กจะมียีนก่อโรคจากแค่ทางพ่อหรือแม่ และเป็นพาหะของโรค คิดเป็น 50% โอกาสที่เด็กจะไม่ได้รับยีนก่อโรคจากพ่อและแม่ คิดเป็น 25% อาการของโรค Hardepuin fetus หรือ เด็กดักแด้ อาการของเด็กดักแด้ อาจมีดังนี้ มีผิวหนังแห้ง แตก เป็นแผ่นหย่อม ๆ ทั่วร่างกายตั้งแต่กำเนิด ผิวหนังจะแห้งตึงจนเปลือกตาและริมฝีปากแตกหรือปลิ้น จมูกอาจพัฒนาได้ไม่เต็มที่ […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

วิธีเพิ่มความสูง ให้กับเด็ก ทำได้อย่างไรบ้าง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูงของเด็กส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมและฮอร์โมนในร่างกาย เด็กมักหยุดสูงเมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น หรือในช่วงอายุประมาณ 18-20 ปี จึงควรศึกษา วิธีเพิ่มความสูง ของเด็กเพื่อช่วยให้เด็กเติบโตและมีส่วนสูงที่เหมาะสมตามวัย ทั้งนี้ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ความสูงของเด็กจะมีพัฒนาการก้าวกระโดดที่สุดและเป็นช่วงวัยที่สามารถเพิ่มความสูงด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ เช่น ออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อและกระดูก รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มนมเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีส่วนสูงไม่สมวัย ควรพาเด็กไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยอาการ สาเหตุ และหาวิธีแก้ไขได้อย่างตรงจุดที่สุด ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง อาจมีดังนี้ พันธุกรรม เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสูงของเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว ความสูงของเด็กขึ้นอยู่กับยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ หากพ่อแม่สูงทั้งคู่ โอกาสที่เด็กจะมีส่วนสูงใกล้เคียงกับพ่อแม่ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความสูงของเด็กอาจแตกต่างจากพ่อแม่เป็นอย่างมากก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน และแม้ว่าจะยังไม่มีวิธีคาดคะเนส่วนสูงของเด็กในอนาคตด้วยตัวเองได้อย่างแม่นยำ สูตรคำนวณความสูงพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้ทราบส่วนสูงสุดท้ายคร่าว ๆ ของเด็ก เมื่อถึงวัยหยุดสูง หรือเมื่ออายุประมาณ 18-20 ปี และอาจช่วยให้สังเกตเห็นความผิดปกติด้านความสูงของเด็กได้ด้วย สำหรับเด็กผู้ชาย คือ (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) แล้วหารด้วย 2 จะได้ส่วนสูงสุดท้ายคร่าว […]


เด็กทารก

ครีมทาหน้าเด็ก จำเป็นไหมและควรเลือกใช้อย่างไร

ครีมทาหน้าเด็ก คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับทารกที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังทารกที่อาจแพ้และแห้งง่าย เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่มีผิวที่ละเอียดอ่อน บอบบางและยังกักเก็บความชื้นได้ไม่ดีนัก ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อครีมทาหน้าเด็กที่อ่อนโยนที่สุด มีส่วนผสมที่ปราศจากน้ำหอม สีสังเคราะห์ พืช สมุนไพร และสารกันบูด เพื่อปกป้องผิวหนังของทารกจากอาการระคายเคือง หรืออาการแพ้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ครีมทาหน้าเด็ก มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ครีมทาหน้าเด็กคือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับทารก มักมีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เช่น กรดไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) เซราไมด์ (Ceramide) กลีเซอรอล (Glycerol) ซึ่งมีสรรพคุณเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังของทารก ครีมทาหน้าเด็ก จำเป็นหรือไม่ ควรใช้เมื่อใด ครีมทาหน้าเด็กสามารถใช้ได้ทุกวันหลังอาบน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังทารก รวมทั้งเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ เหล่านี้ อาการผิวแห้ง โดยทั่วไป ผิวหนังของทารก มักมีความหนาเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของผิวหนังผู้ใหญ่ รวมถึงมีเซลล์ผิวซึ่งเรียงตัวกันไม่หนาแน่นนัก จึงกักเก็บความชื้นได้ไม่นาน หรือแห้งได้ง่าย โดยครีมทาหน้าเด็ก เป็นตัวเลือกหนึ่งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนังทารก อย่างไรก็ตาม อาการผิวแห้งและลอกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทารกมีอายุประมาณ 1 หรือ 2 สัปดาห์จะหายเองได้โดยไม่ต้องทาครีม แต่หากผิวแห้งถึงขั้นปริแตก คุณพ่อคุณแม่อาจทาครีมหรือโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม […]


การดูแลทารก

การวัดอุณหภูมิร่างกาย ทารก ที่คุณแม่ควรรู้

การวัดอุณหภูมิร่างกาย หรือการวัดไข้สำหรับทารกสามารถทำได้หลายแบบ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกวิธีตามความเหมาะสมของอายุเด็ก การวัดอุณหภูมิร่างกาย สำหรับทารก ซึ่งเป็นวัยที่มักขยับร่างกายตลอดเวลา ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ  ให้ใช้การวัดไข้ทางรักแร้และทวารหนัก ทั้งนี้ ค่าอุณหภูมิร่างกายปกติของทารกอยู่ที่ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส หากวัดอุณหภูมิร่างกายทารกได้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียล แสดงว่าทารกมีไข้ ควรพาไปพบคุณหมอทันที [embed-health-tool-vaccination-tool] การวัดอุณหภูมิร่างกายทารก ทำได้อย่างไรบ้าง การวัดอุณหภูมิร่างกาย ทารก อาจทำได้ด้วยวิธีนี้ต่อไปนี้ การวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก ด้วยแถบเทอร์โมมิเตอร์ หรือเทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟาเรด ใช้ได้กับเด็กทุกวัย วิธีนี้ให้ความแม่นยำน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากเป็นการวัดอุณหภูมิของผิวหนัง ไม่ใช่การวัดอุณหภูมิของร่างกาย การวัดอุณหภูมิทางหู ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ดิจิตอล เหมาะสำหรับทารกอายุ 3 เดือนขึ้นไป แต่เนื่องจากทารกแรกเกิดมีช่องหูหรือรูหูแคบ จึงอาจทำให้ได้ผลการวัดอุณหภูมิที่ไม่แม่นยำนัก (ควรวัดอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อเปรียบเทียบกัน) การวัดอุณหภูมิทางรักแร้ ด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทแก้วหรือแบบดิจิตอล เป็นวิธีการวัดไข้ที่สะดวกและรวดเร็ว แต่อาจคลาดเคลื่อนได้หากสอดที่วัดไข้เข้าไปในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ควรให้ปลายเทอร์โมมิเตอร์อยู่แนบผิวหนังบริเวณใต้วงแขน ค้างไว้ 2-4 นาทีเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่แม่นยำที่สุด การวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก ด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทแก้วหรือแบบดิจิตอล วิธีนี้เหมาะกับเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 3 เดือน การวัดไข้ทางทวารหนักอาจได้ค่าอุณหภูมิสูงกว่าการวัดไข้ทางรักแร้เนื่องจากเป็นการวัดด้วยการสอดเข้าไปในผิวหนังที่ลึกกว่า หากวัดได้มากกว่า 38 องศาเซลเซียล […]


ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

Autism spectrum disorder (ออทิสติก สเปกตรัม) คืออะไร

โรคออทิสติก สเปกตรัม หรือ Autism spectrum disorder คือ ภาวะที่เกี่ยวกับการพัฒนาของสมอง ที่มีผลต่อการเข้าสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ผิดปกติและมีปัญหาด้านการสื่อสาร โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่จะรักษาตามอาการที่เป็น ร่วมกับการบำบัดานการสื่อสาร โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่อาจจะรักษาตามอาการที่เป็น ร่วมกับการบำบัดในด้านต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ทำให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองและเข้าสังคมได้เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ [embed-health-tool-vaccination-tool] Autism spectrum disorder คือ อะไร ออทิสติก สเปกตรัม คือ โรคที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมอง พบตั้งแต่ก่อนอายุ 3 ขวบ บางคนอาจมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุก่อน 12 เดือน โรคนี้จะส่งผลให้เด็กมีปัญหาการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการสื่อสาร รวมทั้งส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ทำกิจวัตรเดิม ๆ เป็นประจำทุกวัน ไม่ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ ชอบอยู่คนเดียว จดจ่อเพียงแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ (ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความรุนแรงต่างกันไป) อย่างไรก็ตาม เด็กที่เป็นออทิสติก สเปกตรัม ยังคงสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ แต่อาจใช้ระยะเวลานานกว่าเด็กทั่วไปในการเรียนรู้ การฝึกฝนทักษะ เช่น เลือกเสื้อผ้าเอง การสวมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง รับประทานอาหารเอง โดยคุณหมอและนักกิจกรรมบำบัดจะช่วยวางแผนโปรแกรมการฝึก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความร่วมมือตามคำแนะนำของคุณหมอ ปัจจัยเสี่ยงของ Autism […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

ร้อนในที่เหงือก ในเด็ก อาการและวิธีดูแล

ร้อนในที่เหงือก ในเด็ก อาการและวิธีดูแล ร้อนในที่เหงือก คือภาวะที่มีแผลเปิดบริเวณเหงือก หรือบางครั้ง อาจแผลร้อนในที่บริเวณอื่นภายในช่องปากได้ เช่น กระพุ้งแก้ม เพดานอ่อน ริมฝีปาก แผลร้อนในมักมีลักษณะเป็นแผลขนาดเล็ก สีขาวและอาจบวมแดง ภาวะร้อนในที่เหงือกอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย พันธุกรรม การติดเชื้อไวรัส การแพ้อาหารบางชนิด โรคประจำตัวบางอย่าง เป็นต้น ภาวะนี้สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่มักพบบ่อยในเด็ก โดยปกติแล้ว ภาวะร้อนในที่เหงือกสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ และอาจบรรเทาได้ด้วยการใช้ยา เช่น ยาลดกรด ยาป้ายแผลในปาก ร่วมกับการดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น การดื่มน้ำเยอะ ๆ การงดรับประทานอาหารรสจัด พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพช่องปาก แต่หากร้อนในที่เหงือกเรื้อรังและมีอาการนานเกิน 3 สัปดาห์ ควรพาเด็กไปพบคุณหมอเพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสม อาการของ ร้อนในที่เหงือก อาการที่เป็นสัญญาณว่าเด็กเป็นร้อนในที่เหงือก อาจมีดังนี้ มีแผลพุพองเล็ก ๆ บริเวณเหงือก ตรงกลางแผลเป็นสีขาว ขอบแผลเป็นสีแดง แผลมักมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร แต่บางครั้งก็อาจเป็นแผลลึกและกว้างได้ มีปัญหาในการเคี้ยวอาหารหรือแปรงฟัน รับประทานอาหารได้น้อยลง ในเด็กเล็กอาจมีน้ำลายยืด ไม่ยอมกลืนน้ำลาย หายใจทางปากบ่อยขึ้น […]


การเติบโตและพัฒนาการ

แป้งโดว์ มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และวิธีทำแป้งโดว์ด้วยตัวเอง

แป้งโดว์ เป็นของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก เด็กสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยการปั้นแป้งโดว์เป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามต้องการ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ช่วยเสริมพัฒนาการด้านการใช้ภาษาและสื่อสาร เมื่อเด็กเล่นแป้งโดว์พร้อมเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว ที่สำคัญการปั้นแป้งโดว์ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณมือและนิ้วของเด็กได้เป็นอย่างดีอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อแป้งโดว์สำเร็จรูป หรือทำแป้งโดว์จากส่วนผสมที่หาได้ง่าย ๆ ภายในบ้าน แป้งโดว์ทำเองนั้นปลอดสารเคมี คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก แป้งโดว์ คืออะไร แป้งโดว์เป็นก้อนแป้งเนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นได้ และมีสีสันสดใส สามารถใช้ปั้นเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้คล้ายดินน้ำมัน แต่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเด็ก จึงเป็นของเล่นที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างปลอดภัย เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่เริ่มหยุดหยิบสิ่งของเข้าปาก วิธีการทำแป้งโดว์ด้วยตัวเอง วิธีการทำแป้งโดว์ด้วยตัวเอง อาจมีดังนี้ ส่วนผสมของแป้งโดว์ แป้งสาลีหรือแป้งข้าวโพด 2 ถ้วยตวง ครีมออฟทาร์ทาร์ (Cream of tartar) 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ถ้วยตวง สีผสมอาหาร น้ำ 2 ถ้วยตวง ถาดหรือเขียง กระทะเทฟล่อนหรือกระทะเคลือบ ขั้นตอนการทำ แป้งโดว์ ใส่แป้งสาลี เกลือ ครีมออฟทาร์ทาร์ และน้ำมันพืชลงในภาชนะที่เตรียมไว้ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน