home

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

พัฒนาการของ เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน (2-6 ปี) เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เด็กวัยนี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านโภชนาการ การฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ทั้งทักษะการขับถ่าย ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

ยิ่งเวลาผ่านไปลูกรักของคุณก็ยิ่งเติบโตเร็วขึ้น พร้อมมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย การรับรู้การเข้าใจ การสื่อสาร เป็นต้น โดยเฉพาะ เด็กช่วงวัยเตาะแตะ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยหัดเดิน เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ค่อนข้างเริ่มจดจำสิ่งรอบตัว วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขออาสาพาคุณพ่อคุณแม่มาทราบถึง พัฒนาการเด็กวัยเตาะแตะ รวมถึงเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลลูกรักให้เติบโตสมวัยกันค่ะ พัฒนาการเด็กวัยเตาะแตะ ที่เปลี่ยนแปลง คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกรักในช่วงวัยเตาะแตะเริ่มตั้งแต่อายุ 1-2 ปี โดยพัฒนาการที่เห็นได้ชัดในช่วงอายุนี้ ก่อนเข้าสู่ช่วงวัยหัดเดินนั้น มีดังนี้ พัฒนาการด้านสังคม และอารมณ์ ลูกรักจะเริ่มสนใจ พร้อมมีปฏิกิริยากับผู้คนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และเด็กคนอื่น ๆ รวมถึงอาจมีการแสดงอารมณ์โกรธ โวยวาย เกรี้ยวกราดออกมา เมื่อพวกเขารู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจต้องค่อย ๆ เริ่มสอนด้วยการตักเตือนอย่าง พัฒนาการด้านการเรียนรู้ความเข้าใจ เด็กช่วงวัยเตาะแตะ จะมีการจดจำรายละเอียดพฤติกรรมของคนรอบข้างนำไปเลียนแบบ อีกทั้งยังจำแนกความเหมือน และความแตกต่างของสิ่งของ หรือของเล่นต่าง ๆ ได้อีกด้วย พัฒนาการด้านกายภาพ ลูกน้อยของคุณจะเริ่มมีการหัดเคลื่อนไหวด้วยการตั้งแขนขึ้นเพื่อผลักดันตัวเอง และใช้เท้าดันกับพื้นให้ตัวเองไปด้านหน้า สำหรับเด็กบางคนอาจหัดยืน เดิน ด้วยการหาที่ยึดจับซึ่งกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ป้องกันการเกิดอันตรายและอุบัติเหตุรุนแรง พัฒนาการด้านภาษา เมื่อคุณพ่อคุณแม่พูดประโยคซ้ำ ๆ ให้ลูกรักได้ยินเป็นประจำพวกเขาจะเริ่มเปล่งเสียง หรือพูดประโยคนั้นออกมาตามการจดจำจากการได้ยิน […]

หัวข้อ เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน เพิ่มเติม

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

เด็กวัยก่อนเข้าเรียน ส่วนมากมักอยู่ในช่วงอายุ 2-5 ปี โดยก่อนที่พวกเขาจะออกสู่สังคมเจอผู้คนแปลกใหม่ และห่างไกลจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว ผู้ปกครองควรเตรียมตัวสร้างวินัยพื้นฐานให้ลูกรัก ได้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตที่เด็ก ๆ อาจต้องไปเจอ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน การแบ่งปันสิ่งของ อยู่ในระเบียบกฎโรงเรียน เป็นต้น ที่วันนี้ Hello คุณหมอ ได้ไรวบรวมวิธีง่าย ๆ ที่ผู้ปกครองสามารถเริ่มปรับวินัยของเด็ก ๆ ให้ลองนำไปฝึกพวกเขาวันละนิดมาฝากกัน พฤติกรรมส่วนใหญ่ของ เด็กวัยก่อนเข้าเรียน ส่วนใหญ่ในช่วงวัยก่อนเข้าเรียน มักมีพฤติกรรมที่จะแสดงให้ผู้ปกครองได้เห็นว่า พวกเขากำลังมีความต้องการอิสระมากขึ้น และค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่ ถึงแม้จะมีความเชื่อกันว่าเด็ก ๆ มักจะสอนระเบียบวินัย และเชื่อฟังผู้ใหญ่ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็อาจอาจเป็นไปได้ค่อนข้างยากในเด็กบางคน เพราะพวกเขาชอบที่จะตัดสินใจทำตามความรู้สึกตนเองเสมอ ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจึงอาจจำเป็นต้องปล่อยให้เด็ก ๆ เผชิญกับปัญหาด้วยตนเอง โดยมีคุณคอยสังเกตการณ์ และตักเตือนเล็กน้อยอยู่ข้าง ๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่ส่งผลให้เกิดอันตราย อีกทั้งในเด็กบางคนถึงจะมีความรักอิสระมากเพียงใด แต่ก็ยังมีความกังวลเล็กน้อยอยู่บ้าง เมื่อต้องเข้าไปเผชิญกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตาที่ไม่ใช่ครอบครัวขณะอยู่โรงเรียน เช่น คุณครู และเพื่อน ๆ ช่วงวัยเดียวกัน ทางออกพื้นฐานที่ผู้ปกครองควรทำ คือการพูดคุยในสิ่งที่ลูกจะต้องไปพบเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้พวกเขารู้ล่วงหน้า และอาจปรับตัวได้ไวขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเข้าไปชีวิตร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ วิธีสร้างวินัยให้ เด็กวัยก่อนเข้าเรียน การฝึกให้ลูกอยู่ในระเบียบวินัยเป็นการสอนให้พวกเขาได้รับรู้ว่าควรมีพฤติกรรมเช่นใดในการชีวิตแต่ละวัน เพื่อให้ถูกละเว้นจสอนวินัากการลงโทษ และเป็นที่รักของทุกคนมากกว่าการได้รับการกระทำเชิงลบจากบุคคลอื่น […]

โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

สารอาหารและวิตามินสำคัญ ที่เด็ก ๆ ควรได้รับในแต่ละวัน ล้วนจำเป็นต้องประกอบอยู่ในอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก เพิ่มพลังงานที่เพียงพอในการทำกิจกรรม และสร้างภูมิคุ้มกัน ให้เด็ก ๆ ไกลห่างจากอาการเจ็บป่วย แต่จะมีสารอาหารใดบ้างที่ลูกรักของคุณควรรับประทาน ติดตามได้จากบทความนี้ของ Hello คุณหมอ ไปพร้อม ๆ กันได้เลย สารอาหารและวิตามินสำคัญ สำหรับเด็ก โปรตีน เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเหลือง เป็นอีกวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยโปรตีน และเหมาะสมอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะนำมาปรุงอาหารให้ลูกรักรับประทาน ผักและผลไม้ หากลูกรักไม่ชอบรับประทานในรูปแบบสด การให้ลูกดื่มน้ำผัก ผลไม้ ก็ย่อมเป็นอีกทางออกที่ดี แต่อาจต้องมีการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากน้ำตาลให้น้อยที่สุด หรือเพื่อให้ได้น้ำผักผลไม้ 100% คุณพ่อคุณแม่อาจทำการคั้นออกมาเป็นน้ำสด ๆ จากผลไม้ด้วยเครื่องปั่นก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน ธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพดคั่ว เป็นธัญพืชที่ดี และมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การจะให้ลูกรับประทานนั้น อาจต้องหาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยธัญพืชเหล่านี้ เช่น ขนมปังโฮลวีด กราโนล่ารับประทานคู่กับนม เป็นต้น มากกว่าให้ลูกกินแบบเปล่า ๆ เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดอาหารติดคอได้ ผลิตภัณฑ์จากนม สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์ของนม คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเลือกนมที่มีไขมันต่ำ หรืออาจหานมที่สกัดมาจากธัญพืชเสริม หลีกเลี่ยงให้ลูกดื่มนมที่มีไขมันสูง […]

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

ไม่ว่าจะช่วงอายุใด การออกกำลังกาย ก็ย่อมเป็นกิจกรรมที่สำคัญเสมอที่ทุกคนควรหันมาขยับร่างกายบ้าง สัปดาห์ละ 1-2 วัน ก็ยังดี โดยเฉพาะเริ่มฝึกตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก ที่นอกจากจะเป็นการส่งเสริมความแข็งแรงแล้ว ยังอาจทำให้พวกเขาค้นพบกีฬาที่ตนเองรัก และต่อยอดไปยันอนาคตของพวกเขาได้อีกด้วย วันนี้บทความของ Hello คุณหมอ จึงขอนำ การออกกำลังกายสำหรับเด็ก พร้อมประโยชน์มากมายมาฝากให้ผู้ปกครองให้ได้ทราบกันค่ะ เด็ก ๆ ควรออกกำลังกาย มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเด็กแต่ละช่วงวัยค่อนข้างมีความแตกต่างกัน ทำให้บางกิจกรรมเด็กในบางคนก็ไม่อาจสามารถทำได้เป็นระยะเวลานาน เพราะอาจเกิดความเสียหายต่อร่างกายขึ้น ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ถึงระดับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเด็กนั้น จึงถูกแบ่งออกเป็นช่วงอายุ ดังต่อไปนี้ เด็กก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ปี ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดทั้งวัน แต่อาจอยู่ในระดับเบา เช่น เดินวิ่งไปมา ภายในสวน และหรือในบ้าน เพื่อเป็นการพัฒนาด้านการเจริญเติบโตได้ไวขึ้น เด็กวัยเรียนจนถึงวัยรุ่น อายุ 6-12 ปี ควรออกกำลังกายที่อยู่ในระดับปานกลางอย่างน้อย 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ หรืออาจเป็นการแอโรบิคเป็นประจำทุกวัน ประโยชน์ของ การออกกำลังกายสำหรับเด็ก หากลูกรักมีการขัยบร่างกาย หรือหมั่นออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ ก็อาจสามารถสุขภาพของลูกรักนั้นแข็งแรง พร้อมห่างไกลจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานประเภท 2 ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง […]

การเติบโตและพัฒนาการ

นอกจากอุปนิสัย และการใช้ชีวิตประจำวันของลูกรัก ที่คุณพ่อคุณแม่ทราบดีแล้ว การรู้จักสังเกตพัฒนาการของพวกเขาก็ย่อมเป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่ผู้ปกครองทุกคนควรมีการจดบันทึกถึงการเจริญเติบโตเด็ก ๆ เอาไว้ร่วมด้วย โดยเฉพาะลูกรักที่กำลังเข้าสู่วัยเรียน เพราะพวกเขานั้นย่อมเข้าสู่การเริ่มใช้ชีวิตอีกขั้นในสังคมภายนอกแห่งการเรียนรู้ แต่หากจะให้เข้าใจยิ่งขึ้น วันนี้ Hello คุณหมอ จึงได้นำการเปลี่ยนแปลงบางอย่างถึง พัฒนาการเด็กวัยก่อนเข้าเรียน พร้อมเคล็ดลับที่ควรดูแลเอาใจใส่ มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ การเปลี่ยนแปลง พัฒนาการเด็กวัยก่อนเข้าเรียน ในช่วงอายุของเด็กวัยก่อนเข้าเรียน (3-5 ปี) มักมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงหลายด้านตามการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านสังคม พัฒนาการด้านความเคลื่อนไหว ทักษะการเรียนรู้ พัฒนาการด้านภาษา และการสื่อสาร ที่คุณจะสังเกตได้ถึงพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่มีความคิดเห็นของพวกเขาเองมากขึ้น อยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ ๆ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉงเนื่องจากกระดูกเริ่มมีความแข็งแรง และยืดหยุ่น รวมไปถึงอยากเข้าสังคมมีปฏิสัมพันธ์ผูกมิตรกับเพื่อนใหม่เมื่อพบเจอ โดยพัฒนาการข้างต้นที่กล่าวมานั้น ยังขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ปกครอง และสภาวะแวดล้อมรอบข้างร่วมด้วยว่าอยากให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการไปในเชิงบวก หรือเชิงลบ เพราะบางคนอาจนำไปสู่การพัฒนาด้านพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การคิดคำโกหก อารมณ์ฉุนเฉียว เป็นต้น เคล็ดลับการเลี้ยงดูเด็กวัยก่อนเข้าเรียน เพื่อให้ลูกรักที่อยู่ในช่วงวัยก่อนเข้าเรียนมีพัฒนาการที่ดีตามเกณฑ์อายุ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเคล็ดลับการดูแลเด็ก ๆ ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ ไปใช้ร่วมกับเทคนิคการดูแลที่คุณใช้อยู่ด้วยได้ 1.จัดตารางอาหารที่ต่อสุขภาพให้แก่ลูกรัก เพื่อให้รับสารอาหารที่ครบถ้วน 2.ให้เด็ก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงอายุเด็กวัยก่อนเข้าเรียนควรมีการนอนหลับ 11-13 ชั่วโมงต่อวัน 3. […]

โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ที่เรามักเห็นอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดเด็ก ๆ อย่างมากเมื่อพบเจอ และถึงแม้คุณจะตามใจซื้อให้ลูกรักรับประทานเพียงใด แต่ต้องอย่าลืมว่าขนมเหล่านี้ก็อาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพได้เช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่ยังอยากให้เด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่เยาว์วัย บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้จึงได้นำวิธีแก้ไขปัญหาในกรณีที่ ลูกกินขนมมากเกินไป มาฝากให้ผู้ปกครองทุกคนลองไปฝึกเด็ก ๆ กันค่ะ ขนมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ มีอะไรบ้าง เนื่องจากขนม หรืออาหารว่างในปัจจุบันที่คุณพ่อคุณแม่จัดสรรมาให้ลูกรับประทานมักประกอบด้วย โซเดียม น้ำตาล คาเฟอีน และไขมันอิ่มตัวสูง เป็นต้น ที่สามารถเข้าไปทำลายสุขภาพเด็ก ๆ ได้ เมื่อเกิดการสะสมเป็นอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเผาผลาญออกซึ่งขนม อาหาร และเครื่องดื่มที่คุณควรจำกัด หรือหลีกเลี่ยงให้ลูกรักรับประทานอยู่บ่อยครั้งนั้น มีดังต่อไปนี้ โดนัท พิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ปรุงแต่ง และโยเกิร์ตที่มีปริมาณน้ำตาลสูง อีกทั้งยังรวมไปถึงอาหารฟาสฟู้ด และขนมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาในข้างต้นอีกด้วย โดยคุณสามารถตรวจได้จากฉลากข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ หรือข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับขนมที่ลูกรักควรหลีกเลี่ยง สามารถเข้าขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมได้ เพื่อรับคำแนะนำในการเลือกขนมที่เหมาะสมแก่ช่วงวัย และสุขภาพร่างกายลูก ๆ ของคุณ ลูกกินขนมมากเกินไป ส่งผลเสียอย่างไร หากจำกัดปริมาณขนม และอาหารว่างให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ก็อาจทำให้ลูกรักมีความเสี่ยงลดลงจากสารบางอย่างที่ทำลายสุขภาพ แต่กรณีที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีการตามใจลูกรักให้กินขนมมากจนเกินไป ผลเสียเหล่านี้ ที่ตามมานั้น […]

การเติบโตและพัฒนาการ

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากสื่อสาร พูดคุยโต้ตอบกับลูกรัก แต่เนื่องจากความแตกต่างของพัฒนาการในเด็กแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ และพูดคุยโต้ตอบได้มากน้อยเพียงใด และจะรู้ได้อย่างไรว่ามี ปัญหาลูกพูดช้า หรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ เทคนิคการสังเกตอาการ ลูกพูดช้า รวมถึงวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เริ่มฝึกฝนให้ลูกน้อยสื่อสารอย่างเหมาะสมตามวัย สาเหตุหลักที่อาจทำให้ ลูกพูดช้า บางครั้งการที่มี ปัญหาลูกพูดช้า อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากพัฒนาการล่าช้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ลูกรักมีการตอบสนองด้านการสื่อสารช้ากว่าปกติ ดังนี้ ความผิดปกติทางด้านการได้ยิน เพราะถ้าหากเด็กได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัดเจน อาจทำให้มีการตอบสนอง หรือสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้น้อยลง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น อัมพาตทางสมอง โรคกล้ามเนื้อเสื่อม รวมไปถึงอุบัติเหตุที่กระทบต่อสมองจนส่งผลให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการพูดได้รับความเสียหาย กลุ่มโรคออทิสติก (Autistic) ที่มักมีปัญหาทางด้านการพูดและการสื่อสาร ส่งผลให้มี ปัญหาพูดช้า อาการอะแพรกเซีย (Apraxia) เป็นภาวะที่มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง ทำให้เด็ก ๆ มีปัญหาด้านการพูด การจัดลำดับคำ และเรียบเรียงประโยคผิด เป็นต้น การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดก่อนกำหนดอาจมี ปัญหาพูดช้า อาจมีส่วนที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้าได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเจริญเติบโต และอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ การเลี้ยงดู […]

การเติบโตและพัฒนาการ

การฝึกให้ลูกเข้านอน ถือเป็นการฝึกให้ลูกน้อยของคุณนอนหลับอย่างเป็นเวลา ซึ่งการฝึกให้ลูกนอนเข้านอนนั้นอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดอาการเหนื่อย เพราะกว่าจะพาพวกเขาเข้านอนได้ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่นอนหลับสบายตั้งแต่ยังเป็นทารก แต่เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยหัดเดิน การนอนหลับอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะนึกถึง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรเมื่อต้อง ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน ในวันนี้ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มากฝากกัน ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน สามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง การฝึกให้ลูกเข้านอน นั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวและสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับการเลี้ยงดูในด้านอื่น ๆ ซึ่งไม่มีวิธีใดที่ใช้ได้ผลกับเด็กทุกคน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องพยายามทดลองฝึกลูกน้อยเข้านอนด้วยวิธีต่าง ๆ จนกว่าจะพบวิธีที่เหมาะสมกับลูกน้อยและครอบครัวของคุณ สำหรับวิธี ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน สามารถทำได้ดังนี้ วิธีที่ 1 : ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากคุณมีลูกน้อยวัยหัดเดินที่เคยชินกับการถูกจับหรือโยกตัวเพื่อเข้านอน คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องใช้วิธีการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพวกเขา ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะที่สุดสำหรับเด็กทารก การเปลี่ยนแปลงจากการที่ลูกน้อยมักจะหลับในอ้อมแขน ไปเป็นการนอนหลับบนที่นอน อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สำหรับวิธีค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้จะช่วยให้ลูกน้อยที่ติดกับการกอดของคุณค่อย ๆ มีการปรับตัว โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การวางลูกน้อยเอาไว้ในเปลหรือเตียงในขณะที่พวกเขาตื่น แต่เริ่มมีความรู้สึกง่วง จากนั้นให้คุณเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที เมื่อลูกน้อยของคุณเริ่มร้องไห้งอแง คุณต้องใจแข็งและอย่าเดินกลับเข้าไปในห้องทันที ให้รอประมาณ 5 นาทีหรือกลับเข้าไปในห้องเมื่อลูกน้อยของคุณร้องไห้ไม่ยอมหยุดเท่านั้น หากคุณจำเป็นจะต้องกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ให้ปลอบลูกน้อยของคุณด้วยการลูบหลังเบา ๆ จนกว่าพวกเขาจะสงบแล้ว แล้วจึงออกจากห้องไป […]

การเติบโตและพัฒนาการ

การเลือกใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่บางคนที่ไม่มีญาติ หรือเพื่อนบ้านคอยดูแลลูกของตน รวมถึงอาจจะไม่มีเวลาในการดูแลลูกด้วยตัวเองในบางช่วงเวลา การ เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สักแห่ง เพื่อให้เขารับผิดชอบในการดูแลลูกของคุณ ก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน ซึ่งทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน การดูแลเด็กแบบไหน ที่เหมาะกับลูกน้อย การดูแลลูกน้อยถือเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะการดูแลลูกน้อยในแบบที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย จะทำให้พวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี โดยครอบครัวส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการดูแลลูกน้อยแบบผสมผสาน เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งหมดของลูกน้อย การเตรียมการดูแลเด็กที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ลูกน้อยของคุณ และครอบครัวของคุณ ประเภทของการเตรียมการที่ครอบครัวส่วนใหญ่มักจะใช้ในการดูแลลูกน้อย ได้แก่ การดูแลโดยผู้ปกครองเท่านั้น การดูแลโดยญาติ การดูแลที่ไม่ใช่ญาติ โดยให้พี่เลี้ยง เพื่อน หรือเพื่อนบ้านเป็นผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาอาจจะมาดูแลลูกของคุณที่บ้านของคุณเอง หรือดูแลที่สถานรับเลี้ยงเด็กก็ได้เช่นกัน การดูแลโดยสถานรับเลี้ยงเด็ก การดูแลเด็กเฉพาะทาง สำหรับเด็กที่มีความต้องการด้านสุขภาพเป็นพิเศษ วิธี เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีญาติ เพื่อน รวมถึงเวลาในการดูแลลูกน้อยในบางช่วงเวลา การเลือกใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กจึงถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากจะตัดสินใจ เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สักแห่ง เพื่อให้เขารับผิดชอบในการดูแลลูกของคุณ ก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อย โดยวิธีการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สังเกตดูปฏิสัมพันธ์ที่เจ้าหน้าที่มีต่อเด็ก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก ก็คือ ลองดูว่าเจ้าหน้าที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอย่างไร ตามหลักการแล้วผู้ดูแลควรอยู่บนพื้นเพื่อเล่นกับเด็กๆ หรืออุ้มเด็กไว้บนตัก เนื่องจากในช่วงปีแรกๆ ทารกต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ความรัก และการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ เพื่อที่จะเติบโต นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ดูแลคนแรกของลูกคุณ จะต้องเป็นคนที่อบอุ่นและมีการโต้ตอบกับเด็ก แม้จะเป็นการดูแลแบบกลุ่มทารกและเด็กโตก็ควรจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นการดูแลแบบมีประสิทธิภาพยังส่งผลสำคัญต่อสุขภาพของลูกน้อยของคุณอีกด้วย ทำสัญญาในการดูแลเด็ก ทารกต้องการการดูแลที่สม่ำเสมอ การดูแลอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้พวกเขาสร้างความผูกพันกับผู้ดูแลของพวกเขา […]

การเติบโตและพัฒนาการ

เมื่อลูกน้อยเริ่มโตขึ้น ก็ถึงช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกลูกน้อยให้สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว รวมไปถึง การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ แต่เมื่อไหร่ที่จะถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่ม ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ มีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำก่อนฝึกลูกบ้าง ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน เมื่อไหร่ถึงควร ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ (Potty Training) การฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ (Potty Training) ไม่มีอายุที่เหมาะสมในการเริ่มต้น แต่ควรเริ่มเมื่อเด็กแสดงสัญญาณว่าพร้อมแล้ว หากคุณพยายามฝึกการเข้าห้องน้ำก่อนที่ลูกของคุณจะพร้อม อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทั้งคุณและลูกน้อย ความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะมาพร้อมกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่เหมาะสม เด็กมีพัฒนาการในอัตราที่แตกต่างกัน เด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ได้ แต่จะสามารถควบคุมได้ในช่วง 12-18 เดือน แต่ก็ยังสามารถควบคุมได้น้อยมาก เด็กส่วนใหญ่จะไม่สามารถควบคุมลำไส้และกระเพาะปัสสาวะได้จนกว่าจะ 24-30 เดือน โดยอายุเฉลี่ยของ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ คือในช่วงวัย 27 เดือน สิ่งที่ควรทำก่อนการ ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ก่อนที่จะทิ้งผ้าอ้อมแล้วหันมาฝึกลูกน้อยขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ มีบางสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ที่ราบรื่นขึ้น ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ลูกน้อยแสดงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกมาให้เห็น ลูกน้อยของคุณแสดงสัญญาณความพร้อมจะพัฒนา สำหรับตัวบ่งชี้ที่บอกว่าลูกน้อยของคุณอาจพร้อมที่สำหรับ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ได้แก่ แสดงความสนใจในห้องน้ำ ตระหนักถึงเวลาที่ผ้าอ้อมเปื้อน ทำให้ผ้าอ้อมแห้งเป็นเวลานาน ร่างกายสามารถดึงกางเกงของตัวเองขึ้นลงได้ พูดให้ฟังดูน่าตื่นเต้น การพูดให้ลูกน้อยรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อทำให้เขารู้สึกสนใจที่จะอยาก ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ หรือพยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆ อาจจะยกตัวอย่างเด็กคนอื่นๆ ที่คุณและลูกน้อยรู้จักที่เขาได้รับ […]

ลูกวัยเตาะแตะและเด็กก่อนวัยเรียน

ลูกน้อยเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น เหล่าคุณพ่อคุณแม่จึงพยายามดูแลและระวังลูกน้อยในทุกฝีก้าว เพื่อไม่ให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ  แต่บางครั้งเรื่องเหล่านี้ก็ไม่สามารถคาดการณ์และป้องกันได้ล่วงหน้า อย่างเช่นการที่ ลูกน้อยหกล้ม คนเป็นคุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลใจเสมอ แล้วอย่างนี้คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำอย่างไรดี ทาง Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน สาเหตที่ที่สำให้ลูกน้อยหกล้ม แน่นอนว่ามีสาเหตุหลายประการที่อาจทำให้ลูกน้อยหกล้ม แต่การหกล้มนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับอายุและสถานการณ์ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ทารกแรกเกิดหกล้ม ได้แก่ ผู้ดูแลหลับขณะป้อนนม หรือโยกตัวทารกแล้วทารกหลุดออกจากอ้อมแขน ผู้ดูแลอุ้มทารกเดินสะดุดหรือหกล้ม และปล่อยให้ทารกหลุดมือ ล้มเพราะเปลี่ยนโต๊ะ ตกจากเตียง ในเด็กโตสาเหตุของการหกล้มที่พบบ่อยที่สุด คือ การตกบันไดเมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้และอยู่ในช่วงที่กำลังชอบสำรวจสภาพแวดล้อม ล้มลงบนพื้น หรือกระแทกกับพื้นผิวที่แข็งหรือแหลม ในขณะที่พวกเรากำลังเรียนรู้ที่จะเดิน กลิ้ง และคลาน พวกเขาอาจตกจากที่สูงได้ หากพวกเขาสามารถปีนได้ สัญญาณเตือนก่อน ลูกน้อยหกล้ม จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ให้ข้อมูลว่า การหกล้มเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บที่ไม่ร้ายแรงในเด็กที่อายุต่ำกว่า 19 ปี โดยมีเด็กประมาณ 8,000 คนที่ได้รับการรักษาจากการหกล้มทุกวันในห้องฉุกเฉิน ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ในกรณีส่วนใหญ่หาก ลูกน้อยหกล้ม แล้วร้องไห้ทันที ไม่มีเลือดออก และอาจไม่แสดงอาการบาดเจ็บที่ชัดเจน เมื่อคุณจับพวกเขาให้ยืนขึ้น คุณก็อาจจะปลอบใจลูกน้อย ซึ่งในกรณีการหกล้มที่ไม่รุนแรงดังกล่าว คุณจะไม่ได้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเสียเท่าไรนัก แต่มีบางสถานการณ์ที่คุณควรต้องพาลูกน้อยไปหาคุณหมอทันที เมื่อลูกน้อยหกลม ซึ่งสถานการณ์เหล่านั้น ได้แก่ ลูกน้อยของคุณหมดสติ ลูกน้อยของคุณเริ่มอาเจียนทันที เลือดออกจากจมูกหรือหูของทารก จุดที่อ่อนแอ […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon