home

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

พัฒนาการของ เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน (2-6 ปี) เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เด็กวัยนี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านโภชนาการ การฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ทั้งทักษะการขับถ่าย ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

ความรู้ทั่วไป

เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

พัฒนาการลูก เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองทุกคนควรเอาใจใส่ เพื่อที่จะสังเกตได้ว่าลูกรักตนเองนั้นมีพัฒนาล่าช้าต่ำกว่าช่วงอายุหรือไม่ โดยเฉพาะ พัฒนาการลูก ทั้ง 4 ด้าน ที่วันนี้ Hello คุณหมอจะพาคุณพ่อคุณแม่ทุกคนไปทำความรู้จักให้มากขึ้นไปพร้อม ๆ กันค่ะ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม พัฒนาการลูก ทั้ง 4 ด้าน ที่คนในครอบครัวควรรู้ พัฒนาการที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนจำเป็นต้องทราบ ทั้ง 4 ด้าน อาจสามารถนำไปร่วมการวางแผน เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ หรือเสริมทักษะให้แก่ลูกรักของคุณได้ดียิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้ 1. พัฒนาการด้านกายภาพ เป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย การควบคุมกล้ามเนื้อ การทรงตัว รวมไปถึงระบบประสาทสัมผัส ขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดิน วิ่ง คลาน หยิบจับสิ่งของ เป็นต้น โดยมักมีการเปลี่ยนแปลงตามการเจริญเติบโตแต่ละช่วงวัย 2. พัฒนาการทางด้านความรู้ความเข้าใจ ระบบความคิด สติปัญญา การเรียนรู้เพื่อประมวลผล ล้วนเป็นพัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจทั้งสิ้น โดยมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกับการเลี้ยงดู ฝึกอบรม และสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นแรงกระตุ้นให้เด็ก ๆ นั้นเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น พร้อมจดจำเอาไว้ในความทรงจำพวกเขา หรืออาจนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับในชีวิตประจำวันจนส่งผลในเชิงบวก จวบจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเลยก็ว่าได้ แต่หากเป็นสิ่งที่ผู้คนรอบข้างปลูกฝังในสิ่งที่นำพาเด็ก ๆ […]

หัวข้อ เด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน เพิ่มเติม

โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ที่เรามักเห็นอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดเด็ก ๆ อย่างมากเมื่อพบเจอ และถึงแม้คุณจะตามใจซื้อให้ลูกรักรับประทานเพียงใด แต่ต้องอย่าลืมว่าขนมเหล่านี้ก็อาจส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพได้เช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่ยังอยากให้เด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่เยาว์วัย บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้จึงได้นำวิธีแก้ไขปัญหาในกรณีที่ ลูกกินขนมมากเกินไป มาฝากให้ผู้ปกครองทุกคนลองไปฝึกเด็ก ๆ กันค่ะ ขนมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ มีอะไรบ้าง เนื่องจากขนม หรืออาหารว่างในปัจจุบันที่คุณพ่อคุณแม่จัดสรรมาให้ลูกรับประทานมักประกอบด้วย โซเดียม น้ำตาล คาเฟอีน และไขมันอิ่มตัวสูง เป็นต้น ที่สามารถเข้าไปทำลายสุขภาพเด็ก ๆ ได้ เมื่อเกิดการสะสมเป็นอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเผาผลาญออกซึ่งขนม อาหาร และเครื่องดื่มที่คุณควรจำกัด หรือหลีกเลี่ยงให้ลูกรักรับประทานอยู่บ่อยครั้งนั้น มีดังต่อไปนี้ โดนัท พิซซ่า เฟรนช์ฟรายส์ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ปรุงแต่ง และโยเกิร์ตที่มีปริมาณน้ำตาลสูง อีกทั้งยังรวมไปถึงอาหารฟาสฟู้ด และขนมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาในข้างต้นอีกด้วย โดยคุณสามารถตรวจได้จากฉลากข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ หรือข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับขนมที่ลูกรักควรหลีกเลี่ยง สามารถเข้าขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมได้ เพื่อรับคำแนะนำในการเลือกขนมที่เหมาะสมแก่ช่วงวัย และสุขภาพร่างกายลูก ๆ ของคุณ ลูกกินขนมมากเกินไป ส่งผลเสียอย่างไร หากจำกัดปริมาณขนม และอาหารว่างให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ก็อาจทำให้ลูกรักมีความเสี่ยงลดลงจากสารบางอย่างที่ทำลายสุขภาพ แต่กรณีที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีการตามใจลูกรักให้กินขนมมากจนเกินไป ผลเสียเหล่านี้ ที่ตามมานั้น […]

การเติบโตและพัฒนาการ

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากสื่อสาร พูดคุยโต้ตอบกับลูกรัก แต่เนื่องจากความแตกต่างของพัฒนาการในเด็กแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ และพูดคุยโต้ตอบได้มากน้อยเพียงใด และจะรู้ได้อย่างไรว่ามี ปัญหาลูกพูดช้า หรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ เทคนิคการสังเกตอาการ ลูกพูดช้า รวมถึงวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เริ่มฝึกฝนให้ลูกน้อยสื่อสารอย่างเหมาะสมตามวัย สาเหตุหลักที่อาจทำให้ ลูกพูดช้า บางครั้งการที่มี ปัญหาลูกพูดช้า อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากพัฒนาการล่าช้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ลูกรักมีการตอบสนองด้านการสื่อสารช้ากว่าปกติ ดังนี้ ความผิดปกติทางด้านการได้ยิน เพราะถ้าหากเด็กได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัดเจน อาจทำให้มีการตอบสนอง หรือสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้น้อยลง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น อัมพาตทางสมอง โรคกล้ามเนื้อเสื่อม รวมไปถึงอุบัติเหตุที่กระทบต่อสมองจนส่งผลให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการพูดได้รับความเสียหาย กลุ่มโรคออทิสติก (Autistic) ที่มักมีปัญหาทางด้านการพูดและการสื่อสาร ส่งผลให้มี ปัญหาพูดช้า อาการอะแพรกเซีย (Apraxia) เป็นภาวะที่มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง ทำให้เด็ก ๆ มีปัญหาด้านการพูด การจัดลำดับคำ และเรียบเรียงประโยคผิด เป็นต้น การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดก่อนกำหนดอาจมี ปัญหาพูดช้า อาจมีส่วนที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้าได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเจริญเติบโต และอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ การเลี้ยงดู […]

การเติบโตและพัฒนาการ

การฝึกให้ลูกเข้านอน ถือเป็นการฝึกให้ลูกน้อยของคุณนอนหลับอย่างเป็นเวลา ซึ่งการฝึกให้ลูกนอนเข้านอนนั้นอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดอาการเหนื่อย เพราะกว่าจะพาพวกเขาเข้านอนได้ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่นอนหลับสบายตั้งแต่ยังเป็นทารก แต่เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยหัดเดิน การนอนหลับอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะนึกถึง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรเมื่อต้อง ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน ในวันนี้ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มากฝากกัน ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน สามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง การฝึกให้ลูกเข้านอน นั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวและสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับการเลี้ยงดูในด้านอื่น ๆ ซึ่งไม่มีวิธีใดที่ใช้ได้ผลกับเด็กทุกคน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องพยายามทดลองฝึกลูกน้อยเข้านอนด้วยวิธีต่าง ๆ จนกว่าจะพบวิธีที่เหมาะสมกับลูกน้อยและครอบครัวของคุณ สำหรับวิธี ฝึกให้ลูกน้อยเข้านอน สามารถทำได้ดังนี้ วิธีที่ 1 : ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากคุณมีลูกน้อยวัยหัดเดินที่เคยชินกับการถูกจับหรือโยกตัวเพื่อเข้านอน คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องใช้วิธีการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพวกเขา ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะที่สุดสำหรับเด็กทารก การเปลี่ยนแปลงจากการที่ลูกน้อยมักจะหลับในอ้อมแขน ไปเป็นการนอนหลับบนที่นอน อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สำหรับวิธีค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้จะช่วยให้ลูกน้อยที่ติดกับการกอดของคุณค่อย ๆ มีการปรับตัว โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การวางลูกน้อยเอาไว้ในเปลหรือเตียงในขณะที่พวกเขาตื่น แต่เริ่มมีความรู้สึกง่วง จากนั้นให้คุณเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที เมื่อลูกน้อยของคุณเริ่มร้องไห้งอแง คุณต้องใจแข็งและอย่าเดินกลับเข้าไปในห้องทันที ให้รอประมาณ 5 นาทีหรือกลับเข้าไปในห้องเมื่อลูกน้อยของคุณร้องไห้ไม่ยอมหยุดเท่านั้น หากคุณจำเป็นจะต้องกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ให้ปลอบลูกน้อยของคุณด้วยการลูบหลังเบา ๆ จนกว่าพวกเขาจะสงบแล้ว แล้วจึงออกจากห้องไป […]

การเติบโตและพัฒนาการ

การเลือกใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่บางคนที่ไม่มีญาติ หรือเพื่อนบ้านคอยดูแลลูกของตน รวมถึงอาจจะไม่มีเวลาในการดูแลลูกด้วยตัวเองในบางช่วงเวลา การ เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สักแห่ง เพื่อให้เขารับผิดชอบในการดูแลลูกของคุณ ก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน ซึ่งทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน การดูแลเด็กแบบไหน ที่เหมาะกับลูกน้อย การดูแลลูกน้อยถือเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะการดูแลลูกน้อยในแบบที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย จะทำให้พวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี โดยครอบครัวส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการดูแลลูกน้อยแบบผสมผสาน เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งหมดของลูกน้อย การเตรียมการดูแลเด็กที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ลูกน้อยของคุณ และครอบครัวของคุณ ประเภทของการเตรียมการที่ครอบครัวส่วนใหญ่มักจะใช้ในการดูแลลูกน้อย ได้แก่ การดูแลโดยผู้ปกครองเท่านั้น การดูแลโดยญาติ การดูแลที่ไม่ใช่ญาติ โดยให้พี่เลี้ยง เพื่อน หรือเพื่อนบ้านเป็นผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาอาจจะมาดูแลลูกของคุณที่บ้านของคุณเอง หรือดูแลที่สถานรับเลี้ยงเด็กก็ได้เช่นกัน การดูแลโดยสถานรับเลี้ยงเด็ก การดูแลเด็กเฉพาะทาง สำหรับเด็กที่มีความต้องการด้านสุขภาพเป็นพิเศษ วิธี เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีญาติ เพื่อน รวมถึงเวลาในการดูแลลูกน้อยในบางช่วงเวลา การเลือกใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กจึงถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากจะตัดสินใจ เลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สักแห่ง เพื่อให้เขารับผิดชอบในการดูแลลูกของคุณ ก็ควรจะต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อย โดยวิธีการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก สามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สังเกตดูปฏิสัมพันธ์ที่เจ้าหน้าที่มีต่อเด็ก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็ก ก็คือ ลองดูว่าเจ้าหน้าที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอย่างไร ตามหลักการแล้วผู้ดูแลควรอยู่บนพื้นเพื่อเล่นกับเด็กๆ หรืออุ้มเด็กไว้บนตัก เนื่องจากในช่วงปีแรกๆ ทารกต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ความรัก และการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ เพื่อที่จะเติบโต นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ดูแลคนแรกของลูกคุณ จะต้องเป็นคนที่อบอุ่นและมีการโต้ตอบกับเด็ก แม้จะเป็นการดูแลแบบกลุ่มทารกและเด็กโตก็ควรจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นการดูแลแบบมีประสิทธิภาพยังส่งผลสำคัญต่อสุขภาพของลูกน้อยของคุณอีกด้วย ทำสัญญาในการดูแลเด็ก ทารกต้องการการดูแลที่สม่ำเสมอ การดูแลอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้พวกเขาสร้างความผูกพันกับผู้ดูแลของพวกเขา […]

การเติบโตและพัฒนาการ

เมื่อลูกน้อยเริ่มโตขึ้น ก็ถึงช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกลูกน้อยให้สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว รวมไปถึง การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ แต่เมื่อไหร่ที่จะถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่ม ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ มีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำก่อนฝึกลูกบ้าง ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน เมื่อไหร่ถึงควร ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ (Potty Training) การฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ (Potty Training) ไม่มีอายุที่เหมาะสมในการเริ่มต้น แต่ควรเริ่มเมื่อเด็กแสดงสัญญาณว่าพร้อมแล้ว หากคุณพยายามฝึกการเข้าห้องน้ำก่อนที่ลูกของคุณจะพร้อม อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทั้งคุณและลูกน้อย ความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะมาพร้อมกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่เหมาะสม เด็กมีพัฒนาการในอัตราที่แตกต่างกัน เด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ได้ แต่จะสามารถควบคุมได้ในช่วง 12-18 เดือน แต่ก็ยังสามารถควบคุมได้น้อยมาก เด็กส่วนใหญ่จะไม่สามารถควบคุมลำไส้และกระเพาะปัสสาวะได้จนกว่าจะ 24-30 เดือน โดยอายุเฉลี่ยของ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ คือในช่วงวัย 27 เดือน สิ่งที่ควรทำก่อนการ ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ก่อนที่จะทิ้งผ้าอ้อมแล้วหันมาฝึกลูกน้อยขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ มีบางสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ที่ราบรื่นขึ้น ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ลูกน้อยแสดงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกมาให้เห็น ลูกน้อยของคุณแสดงสัญญาณความพร้อมจะพัฒนา สำหรับตัวบ่งชี้ที่บอกว่าลูกน้อยของคุณอาจพร้อมที่สำหรับ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ได้แก่ แสดงความสนใจในห้องน้ำ ตระหนักถึงเวลาที่ผ้าอ้อมเปื้อน ทำให้ผ้าอ้อมแห้งเป็นเวลานาน ร่างกายสามารถดึงกางเกงของตัวเองขึ้นลงได้ พูดให้ฟังดูน่าตื่นเต้น การพูดให้ลูกน้อยรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับ การฝึกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อทำให้เขารู้สึกสนใจที่จะอยาก ฝึกลูกขับถ่ายแบบผู้ใหญ่ หรือพยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆ อาจจะยกตัวอย่างเด็กคนอื่นๆ ที่คุณและลูกน้อยรู้จักที่เขาได้รับ […]

ลูกวัยเตาะแตะและเด็กก่อนวัยเรียน

ลูกน้อยเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น เหล่าคุณพ่อคุณแม่จึงพยายามดูแลและระวังลูกน้อยในทุกฝีก้าว เพื่อไม่ให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ  แต่บางครั้งเรื่องเหล่านี้ก็ไม่สามารถคาดการณ์และป้องกันได้ล่วงหน้า อย่างเช่นการที่ ลูกน้อยหกล้ม คนเป็นคุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลใจเสมอ แล้วอย่างนี้คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำอย่างไรดี ทาง Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน สาเหตที่ที่สำให้ลูกน้อยหกล้ม แน่นอนว่ามีสาเหตุหลายประการที่อาจทำให้ลูกน้อยหกล้ม แต่การหกล้มนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับอายุและสถานการณ์ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ทารกแรกเกิดหกล้ม ได้แก่ ผู้ดูแลหลับขณะป้อนนม หรือโยกตัวทารกแล้วทารกหลุดออกจากอ้อมแขน ผู้ดูแลอุ้มทารกเดินสะดุดหรือหกล้ม และปล่อยให้ทารกหลุดมือ ล้มเพราะเปลี่ยนโต๊ะ ตกจากเตียง ในเด็กโตสาเหตุของการหกล้มที่พบบ่อยที่สุด คือ การตกบันไดเมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้และอยู่ในช่วงที่กำลังชอบสำรวจสภาพแวดล้อม ล้มลงบนพื้น หรือกระแทกกับพื้นผิวที่แข็งหรือแหลม ในขณะที่พวกเรากำลังเรียนรู้ที่จะเดิน กลิ้ง และคลาน พวกเขาอาจตกจากที่สูงได้ หากพวกเขาสามารถปีนได้ สัญญาณเตือนก่อน ลูกน้อยหกล้ม จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ให้ข้อมูลว่า การหกล้มเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บที่ไม่ร้ายแรงในเด็กที่อายุต่ำกว่า 19 ปี โดยมีเด็กประมาณ 8,000 คนที่ได้รับการรักษาจากการหกล้มทุกวันในห้องฉุกเฉิน ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ในกรณีส่วนใหญ่หาก ลูกน้อยหกล้ม แล้วร้องไห้ทันที ไม่มีเลือดออก และอาจไม่แสดงอาการบาดเจ็บที่ชัดเจน เมื่อคุณจับพวกเขาให้ยืนขึ้น คุณก็อาจจะปลอบใจลูกน้อย ซึ่งในกรณีการหกล้มที่ไม่รุนแรงดังกล่าว คุณจะไม่ได้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเสียเท่าไรนัก แต่มีบางสถานการณ์ที่คุณควรต้องพาลูกน้อยไปหาคุณหมอทันที เมื่อลูกน้อยหกลม ซึ่งสถานการณ์เหล่านั้น ได้แก่ ลูกน้อยของคุณหมดสติ ลูกน้อยของคุณเริ่มอาเจียนทันที เลือดออกจากจมูกหรือหูของทารก จุดที่อ่อนแอ […]

โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

ในช่วงที่ลูกน้อยกำลังหัดเดิน อาหารถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญต่อพัฒนาการของพวกเขา ยิ่งอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายต้องนำเอาธาตุเหล็กไปใช้ใรการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดง แล้ว อาหารสำหรับลูกน้อยวัยหัดเดิน ที่อุดมด้วยธาตุเหล็กมีอะไรบ้าง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน อาหารสำหรับลูกน้อยวัยหัดเดิน ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ‘ธาตุเหล็ก’ (Iron) ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญ เนื่องจากร่างกายจะต้องใช้ธาตุเหล็กในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่ช่วยให้เลือดของคุณนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์อื่นๆ ในร่างกาย โดยธาตุเหล็กนั้น จำเป็นสำหรับ ให้ออกซิเจนแก่ร่างกาย การเผาผลาญของกล้ามเนื้อ รักษาเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน การเจริญเติบโตทางกายภาพ การพัฒนาเส้นประสาท การทำงานของเซลล์ ผลิตฮอร์โมนบางชนิด กด้ ในส่วนของ อาหารสำหรับลูกน้อยวัยหัดเดิน ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกมีธาตุเหล็กในรูปแบบฮีม (Heme Iron) จำนวนมาก ซึ่งง่ายต่อการย่อยของร่างกาย โดยเฉพาะเนื้อวัว อวัยวะของสัตว์ (Organ Meats) และตับ จะมีธาตุเหล็กมาก นอกจากนี้ ไก่สีเข้มและเนื้อไก่ง่วงก็เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กเช่นกัน ดังนั้น คุณลองทำสตูว์ที่มีเนื้อไม่ติดมัน นุ่ม และสุก ให้ลูกน้อยวัยหัดเดินกินก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณได้ตัดส่วนที่เป็นไขมันออกเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากส่วนที่เป็นไขมันนั้นเป็นส่วนที่มีธาตุเหล็กน้อยมาก หรือไม่เช่นนั้นลองทำสปาเก็ตตี้ผัดซอสมะเขือเทศก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดีเช่นกัน ธัญพืชเสริม (Fortified Cereals) ธัญพืชเสริมและข้าวโอ๊ต ถือเป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่จะช่วยให้ลูกน้อยวัยหัดเดินได้รับธาตุเหล็กได้อย่างเพียงพอ โดยทั่วไปแล้วการเสิร์ฟธัญพืชเสริม จะมีค่าธาตุเหล็กร้อยละ 100 ต่อวัน ในการกินเพียงครั้งเดียว ส่วนจำนวนที่แน่นอนนั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งคุณควรจะต้องตรวจสอบที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกซื้อ ข้าวโอ๊ต […]

การเติบโตและพัฒนาการ

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้ แต่ก็อดที่จะไม่ใส่ใจไม่ได้ เพราะบางครั้งการนินทาที่คุณได้ยินกลับกลายเป็นเรื่องของตัวเอง ไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่มักจะโดนนินทา แต่เด็กๆ ก็มีการจับกลุ่มนินทาคนที่ตัวเองไม่ชอบเช่นกัน แล้วถ้า ลูกโดนเพื่อนนินทา เหล่าคุณพ่อคุณแม่จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝาก วิธีสอนลูก เมื่อ ลูกโดนเพื่อนนินทา การนินทานั้นมักจะเกิดขึ้นได้บ่อยมากในช่วงวัยรุ่น จนบางคนต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติของชีวิตวัยรุ่นไปเสียแล้ว แต่เมื่อการนินทามีเรื่องของมิตรภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งยังทำให้อับอายขายหน้า ผู้ที่โดนนินทาอาจจะกลายเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับพวกเขา ยิ่งถ้ามีการใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแพร่เรื่องที่นินทาด้วยแล้ว แทบจะละเลยเรื่องนี้ไม่ได้เลย เมื่อ ลูกโดนเพื่อนนินทา คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องช่วยเหลือให้เด็กๆ เข้าใจว่า เพราะเหตุใดเขาถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในการนินทาและแพร่กระจายข่าวลือผิดๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยวิธีการสอนลูก เมื่อ ลูกโดนเพื่อนนินทา มีดังนี้ ค้นหาว่าการนินทามาจากไหนและทำไม การพิจารณาว่าใครเป็นผู้เริ่มต้นการนินทา อาจทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมจึงเกิดการนินทาขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพียงเพราะมีจุดประสงค์จะทำร้ายลูกของคุณหรือเป็นเพียงการให้ข้อมูลที่ผิดๆ บุคคลที่กำลังนินทาหรือหรือแพร่กระจายข่าวลือมีเจตนาที่จะเหยียดหยามลูกของคุณ แล้วทำให้คนอื่นๆ หันมาต่อต้านลูกของคุณหรือไม่ ข้อมูลนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องรู้ ก่อนที่ลูกของคุณจะตอบสนองต่อข่าวลือและการนินทานั้น ตัวอย่างเช่น มันง่ายกว่าที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดหรือข่าวลือ มากกว่าการตอบสนองด้วยความก้าวร้าว หลีกเลี่ยงการอยู่กับการนินทา ความจริงแล้วสิ่งนี้นั้นพูดง่ายแต่ทำได้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือลูกของคุณจะไม่จมอยู่กับการที่พวกเขาถูกนินทา การถูกนินทามีแต่จะทำให้ลูกของคุณรู้สึกแย่ลง พยายามช่วยให้ลูกของคุณจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นๆ แทน ให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมภายนอกหรือวางแผนการเดินทางเล็กๆ เลือกสิ่งที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการถูกนินทา นอกจากนี้ วิธีการที่ดีคือ ให้ลูกของคุณหลีกเลี่ยงจากการใช้โซเชียลมีเดียสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโซเชียลมีเดียนั้นเป็นแหล่งกระจายข่าวลือ แม้สิ่งนี้จะเป็นเรื่องยากสำหรับวัยรุ่น และพวกเขาอาจต้องการรู้ว่าคนอื่นกำลังพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง แต่บางครั้งก็เป็นการดีกว่าที่จะไม่อ่านคำพูดโหดร้ายที่บางคนที่ไม่หวังดี สังเกตสัญญาณของความทุกข์ทางอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่ควรจำเอาไว้ว่า เด็กทุกคนไม่สามารถรอให้การนินทาเงียบสงบไปเองได้ แม้แต่ข่าวลือเล็กๆ […]

การเติบโตและพัฒนาการ

เมื่อพูดถึงเรื่องของทักษะในการเข้าสังคมแล้วล่ะก็ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของมารยาท ตามมาด้วยการสื่อสารที่ถูกต้อง ชัดเจน และรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อให้พูดที่เข้ามาพูดคุยรู้สึกเอ็นดู ดังนั้น ทักษะการเข้าสังคมนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ ทักษะทางสังคมและการป้องกันการกลั่นแกล้ง ของลูกน้อย ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องสอนพวกเขาเช่นกัน ดังนั้น ไปดูบทความที่ทาง Hello คุณหมอ นำมาฝากกัน วิธีในการสร้าง ทักษะทางสังคมและป้องกันการกลั่นแกล้ง สำหรับเด็กเล็กแล้ว เพื่อป้องกันการถูกกลั่นแกล้งและพัฒนาความสัมพันธ์ เขาจำเป็นจะต้องเรียนรู้และใช้ทักษะทางสังคมที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิผล สภาพแวดล้อมของเด็กปฐมวัยมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเรียนรู้โดยธรรมชาติ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กด้วย ซึ่งเด็กๆ สามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะทางสังคมได้ สำหรับวิธีที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยเสริมสร้าง ทักษะทางสังคมและป้องกันการกลั่นแกล้ง ที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อย สามารถทำได้ดังนี้ สร้างความนับถือตัวเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง ถือเป็นรากฐานของความมั่นคงที่เด็กๆ จะสามารถอยู่ในสังคมได้ หากเด็กขาดความมั่นใจก็ถือเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะต้องรับความเสี่ยงในการพัฒนา ทักษะทางสังคมและการป้องกันการกลั่นแกล้ง ที่เข้มแข็ง การพัฒนาความนับถือตัวเองของลูก ต้องเริ่มต้นจากการทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณสามารถเข้าใจและรับทราบถึงและจุดอ่อนของพวกเขา ยอมรับ และรู้สึกดีกับตัวเองได้ จงจำเอาไว้ว่าการนับถือตัวเองเป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันการกลั่นแกล้งได้ เด็กๆ มักจะไม่ค่อยเลือกแกล้งคนที่มีความมั่นใจในตัวเองและสามารถควบคุมตัวเองได้ ส่งเสริมมิตรภาพ มิตรภาพที่ดีต่อสุขภาพเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง ในความเป็นจริงแล้วการมีเพื่อนแม้เพียงคนเดียวก็สามารถป้องเกราะป้องกันการกลั่นแกล้งลูกของคุณได้ สำหรับเด็กที่มีเพื่อนมากๆ มักจะไม่ค่อยเป็นเป้าหมายสำหรับการโดนแกล้งสักเท่าไหร่ ดังนั้น จึงเป็นการดีที่คุณจะช่วยให้ลูกของคุณได้พัฒนามิตรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก โดยกำหนดเวลากับเพื่อนๆ ให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมภายนอก และพูดคุยกันถึงสิ่งจะทำให้เกิดมิตรภาพที่ดี สอนให้กล้าแสดงออก เชื่อหรือไม่ว่า การกล้าแสดงออกนั้นเป็นส่วนสำคัญของการมีสังคมที่เข็มแข็ง เมื่อเด็กทำตัวเฉยชาพวกเขามักจะถูกเอาเปรียบหรือถูกรังแก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มักจะมองหากลุ่มเป้าหมายที่ไม่กล้าในการแสดงออก เพื่อกลั่นแกล้งและเอาเปรียบ ดังนั้น คุณควรสอนให้พวกเขากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตัวเอง […]

การเติบโตและพัฒนาการ

ความรับผิดชอบ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตที่คนทุกเพศทุกวัยควรมี ยิ่งหากได้ฝึกความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก ก็ยิ่งส่งผลให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งกับตัวเองและสังคมด้วย เมื่อพูดถึงการฝึกความรับผิดชอบให้ลูก คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็อาจคิดไม่ตกว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี แต่ Hello คุณหมอ อยากบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเครียด หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะคุณสามารถเริ่มต้นฝึกความรับผิดชอบให้ลูกได้ง่าย ๆ ด้วยการ สอนลูกทำงานบ้าน ข้อดีของการ สอนลูกทำงานบ้าน งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ศึกษาเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกันระหว่างปัจจัยทางจิตสังคมและกระบวนการทางชีววิทยา (Biological Process) ในวัยเด็กกับลักษณะสุขภาพและความเป็นอยู่เมื่อโตขึ้น พบว่า เด็กที่เคยทำงานบ้านได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนในการทำงานสูงกว่า โดยงานบ้านถือเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ได้ว่า เด็กน่าจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และพึ่งพาตนเองได้ ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การทำงานบ้าน ช่วยพัฒนาภาวะจิตสังคมให้กับเด็ก ๆ ได้ (ภาวะจิตสังคม หมายถึง ภาวะทางด้านจิตใจอารมณ์ที่เราแสดงออกให้ผู้อื่นเห็น ผ่านทางสีหน้า แววตา คำพูด น้ำเสียง อากัปกิริยา ท่าทาง และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทัศนคติ การตัดสินใจ การตอบสนองต่อพฤติกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน) นอกจากนี้ การทำงานบ้านยังฝึกให้เด็กรู้จักแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ได้มีส่วนร่วม ได้ฝึกความรับผิดชอบ ทั้งยังทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของครอบครัว ไม่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าอีกด้วย โดยผลสำรวจชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่จำนวน 1,001 […]

x