สไตล์การเรียนรู้ ช่วยให้เด็กเรียนรู้เร็วขึ้นได้อย่างไร

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เด็กๆ จะมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันอยู่บ้าง และการที่ผู้ปกครองรู้ว่าลูกมี สไตล์การเรียนรู้ หรือรูปแบบการเรียนรู้เป็นอย่างไร สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการศึกษาของเด็กได้ และในบางกรณีอาจมีส่วนช่วยในภาวะต่างๆ เช่น ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities หรือ LD) และโรคสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder หรือ ADHD)

สไตล์การเรียนรู้ (Learning style) คืออะไร

นักวิจัยหลายคนชี้ว่ารูปแบบการเรียนรู้มักจะมี 4 รูปแบบเป็นหลัก ได้แก่ การฟัง (Auditory) การเคลื่อนไหวร่างกาย (Kinesthetic) การสัมผัส (Tactual) และการมองเห็น (Visual) โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มประเมินรูปแบบการเรียนรู้ของเด็ก เมื่ออายุ 6-7 ปี และรูปแบบการเรียนรู้จะเริ่มตกผลึกจริงๆ ในช่วงวัยมัธยม

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แนะนำว่า วิธีการสอนวิธีเดียวอาจไม่ได้ผลสำหรับนักเรียนทุกคน หรือแม้แต่กับนักเรียนส่วนใหญ่ ความตระหนักของผู้สอนเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนรู้ ที่หลากหลายของนักเรียน และความพยายามในการทำให้การเรียนการสอนเข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ อาจช่วยในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนทุกคน มากไปกว่านั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตรูปแบบการเรียนรู้ของลูกได้ ดังต่อไปนี้

สไตล์การเรียนรู้ 4 รูปแบบ

1. การมองเห็น (Visual learners)

เด็กที่มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น มักจะเรียนรู้ข้อมูลได้ดีที่สุดผ่านการมองเห็นสิ่งใหม่ๆ โดยสัญญาณที่บอกว่าเด็กถนัดที่จะเรียนรู้จากการมองเห็น ได้แก่

  • ชอบเรียนรู้จากรูปภาพ ภาพประกอบ และจากการดูวิดีโอหรือรายการในโทรทัศน์
  • จดจำวิธีการทำสิ่งต่างๆ จากการเห็นคนอื่นทำ
  • สามารถจดจำรูปร่าง สี และตัวอักษร ได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนเด็กๆ ที่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบนี้ได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เขานำเสนอผลงานที่เป็นภาพ เช่น อาจให้ลูกๆ ทำแผนภาพความคิด สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชาประวัติศาสตร์ นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถได้ประโยชน์จากการอธิบายเนื้อหาวิชาการ ผ่านการวาดแผนผังหรือแผนภาพ และการใช้สีที่แตกต่างกันก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ มากไปกว่านั้นผู้ปกครองสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านการมองเห็นของลูกได้ ดังนี้

  • ให้ลูกเรียนรู้ผ่านหนังสือรูปภาพ ที่มีภาพมากมาย
  • ให้ลูกดูรายการหรือวิดีโอเพื่อการศึกษา
  • สาธิตวิธีการทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยการทำให้เขาดู
  • ใช้แผนผังหรือแผนภาพในการสรุปเนื้อหาต่างๆ

2. การฟัง (Auditory learners)

เด็กๆ ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการฟัง จะได้รับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีที่สุดจากการฟัง โดยสัญญาณที่บอกว่าเด็กถนัดที่จะเรียนรู้จากการฟัง ได้แก่

  • สามารถจดจำคำศัพท์ ไปจนถึงเรื่องราวต่างๆ และจดจำเพลงได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถทำตามคำสั่งได้อย่างง่ายดาย
  • มักจะพูดทวนสิ่งที่ได้ยินและความคิดเห็นต่างๆ

เด็กๆ ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการฟัง มักจะมีความสุขกับการสื่อสารความคิดของพวกเขาผ่านการพูดคุยในคาบเรียนหรือที่บ้าน เด็กๆ สามารถได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมวงสนทนา หรือพูดคุยในประเด็นต่างๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกผ่านการฟัง ได้ดังนี้

  • เด็กๆ จะชอบฟังเรื่องเล่า หรือเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เป็นเรื่องจริงและเรื่องที่แต่งขึ้น รวมถึงลูกจะชอบเล่าเรื่องด้วยตนเอง ผู้ปกครองสามารถเล่าเรื่องราวให้เด็กๆ ฟัง และเป็นผู้ฟังที่ดีในเวลาที่เด็กๆ เล่าเรื่อง
  • ยิ่งพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์มากเท่าไหร่ เด็กๆ ก็จะยิ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
  • เพลงและจังหวะต่างๆ เป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

3. การเคลื่อนไหวร่างกาย (Kinesthetic learners)

เด็กที่มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย จะชอบใช้ร่างกายในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และแนวคิดใหม่ๆ โดยสัญญาณที่บอกว่าเด็กถนัดที่จะเรียนรู้จากการเคลื่อนไหวร่างกาย ได้แก่

  • สนุกกับการเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น เช่น สนุกกับการเล่นสไลด์เดอร์ซ้ำๆ ไม่ยอมหยุด
  • ชอบแสดงละครเป็นตัวละครต่างๆ จากหนังสือนิทาน หรือเลียนแบบการกระทำของตัวละครในเรื่อง
  • ชอบเล่นของเล่น และทำกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกาย

เด็กๆ มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย มักจะสนุกกับการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พวกเขาจะชอบแสดงละครมากกว่าการนั่งเขียนบทละครลงในกระดาษ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกเรียนรู้ผ่านเกม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เขาได้เคลื่อนไหวร่างกาย และอาจลองใช้วิธีเหล่านี้

  • สนับสนุนให้เด็กแสดงบทบาทสมมติเพื่อการเรียนรู้
  • สอนข้อมูลใหม่ๆ ผ่านเกมหรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย

4. การสัมผัส (Tactual learners)

เด็กที่มีรูปแบบการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส มักจะต้องการที่จะรู้สึกและสัมผัสกับสิ่งต่างๆ เพื่อความเข้าใจ โดยสัญญาณที่บอกว่าเด็กถนัดที่จะเรียนรู้จากการสัมผัส ได้แก่

  • ชอบสัมผัสวัตถุและพื้นผิวต่างๆ เช่น ชอบเล่นของเล่นไม้ที่เป็นรูปทรงต่างๆ
  • ต้องการรู้สึกถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ต้องการสัมผัสน้ำแข็งเพื่อรับรู้ว่า ‘ความเย็นจัด’ เป็นอย่างไร
  • มักจะมีปัญหาในการทำตามคำสั่งที่ไม่คุ้นเคย

คุณพ่อคุณแม่สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกผ่านการสัมผัส ได้ดังนี้

  • ให้เด็กลองเรียนรู้สิ่งใหม่จากการลงมือทำ
  • ใช้ดินน้ำมัน แป้ง หรือทราย ทำเป็นรูปร่างต่างๆ เพื่อเสริมการเรียนรู้

เด็กๆ แต่ละคนสามารถมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยบางคนอาจเรียนรู้ผ่านการมองเห็นได้ดีกว่ารูปแบบอื่น เช่น สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้จากการดูรูปภาพ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่า ลูกสามารถเรียนรู้ได้ดีจากรูปแบบการเรียนรู้แบบใด และสนับสนุนให้เด็กๆ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด เพื่อประโยชน์ในด้านการเรียนรู้ต่อไป

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา