home

คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเชื้อ เอชไอวี / เอดส์ ที่คุณควรทำความเข้าใจเสียใหม่

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเชื้อ เอชไอวี / เอดส์ ที่คุณควรทำความเข้าใจเสียใหม่

โรคติดเชื้อ เอชไอวี หรือเอดส์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ร้ายแรง โรคนี้คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในแต่ละปี และยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือแม้แต่ทารก ที่มารดาได้รับเชื้อขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นผู้ป่วยเอชไอวีหรือเอดส์ได้ แม้ว่าในปัจจุบันโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์เป็นโรคที่พบเห็นได้สังคมทั่วไป แต่ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคที่เกิดจาก เชื้อเอชไอวี นี้ ดังนั้น Hello คุณหมอ จึงขอนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรคนี้ในบทความนี้

โรคติดเชื้อ เอชไอวี / เอดส์คืออะไร

เชื้อเอชไอวี หรือไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Human Immunodeficiency Virus) ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เฉพาะอย่างยิ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ ที่มีชื่อว่า CD4 (T cells) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ

เมื่อเวลาผ่านไป เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านการติดเชื้อหรือโรคต่าง ๆ ได้ ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด หากผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำให้จำนวน CD4 (T cells) ในร่างกายลดลงอย่างมหาศาล จนทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการติดเชื้อได้ง่าย หรือเกิดอาการของโรคต่าง ๆ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรง

การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถเกิดได้ผ่านทางสารคัดหลั่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เลือด น้ำอสจุิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือด หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ในกรณีอื่น ๆ การแพร่ เชื้อเอชไอวี อาจมาจากการคลอดบุตร หรือการให้นมของมารดา

7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี / เอดส์

บางคนยังคงมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี หรือ เอดส์ ในเรื่องต่อไปนี้

1. เอชไอวี เป็นโรคที่ร้ายแรงถึงชีวิต

ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนักในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โรคติดเชื้อเอชไอวีจึงเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้

2. เชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อกันได้ผ่านการจูบ

นี่อาจเป็นเป็นจริงได้ในกรณีที่ผู้นั้นมีแผลหรือมีเลือดออกในช่องปากหรือริมฝีปาก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโอกาสการรับเชื้อผ่านการจูบมีน้อยมาก

3. การติดเชื้อเอชไอวี กับโรคเอดส์เหมือนกัน

ในปัจจุบันความเจริญด้านการรักษาทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยที่ติด เชื้อเอชไอวี ไม่พัฒนาเป็นโรคเอดส์อีกต่อไป ผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ทราบว่าติดเชื้อ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนผู้อื่น

4. ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ติดเชื้อได้

ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังคงสามารถมีเซ็กส์ที่ปลอดภัยได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ถ้าผู้ติด เชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และผ่านการตรวจสอบปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดแล้ว ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสก็เกือบจะเป็นศูนย์

5. เชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อไปยังทารกในครรภ์โดยอัตโนมัติ

สำนักงานส่งเสริมสุขภาพสตรีในสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการรักษา มีโอกาสแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น

6. เชื้อเอชไอวี ไม่ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ทางปาก

แม้ว่าความเสี่ยงของการได้รับเชื้อ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปากจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเป็นไปได้ในการได้รับเชื้อนั้นยังมีอยู่ และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในกรณีที่คู่ของคุณมีแผลเปิด เลือดออก หรือแผลถลอก ที่สามารถสัมผัสกับน้ำอสุจิโดยตรง (ข้อมูลจากคณะกรรมการด้านการควบคุมโรคเอดส์แห่งสหรัฐฯ)

7. เชื้อเอชไอวี สามารถติดต่อได้ผ่านทางน้ำลาย เหงื่อ น้ำตา และการใช้ห้องน้ำร่วมกัน

เชื้อเอชไอวี นั้นสามารถแพร่ได้ผ่านน้ำอสุจิ ของเหลวในอวัยวะเพศหญิง เลือด หรือน้ำนมแม่ที่ติดเชื้อเท่านั้น ส่วนน้ำลาย เหงื่อ น้ำตา หากไม่ได้มีเลือดปน ก็ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ และเราสามารถใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วยติด เชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ได้ตามปกติ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

What is HIV/AIDS, https://www.aids.gov/hiv-aids-basics/hiv-aids-101/what-is-hiv-aids/ Accessed March 28, 2017

Disease and conditions HIV/AIDS, http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/hiv-aids/basics/causes/con-20013732 Accessed March 28, 2017

7 misconceptions about HIV, https://endinghiv.org.au/nsw/blog/7-common-misconceptions-hiv/ Accessed March 28, 2017.

8 Common Misconceptions about HIV and AIDS, http://www.huffingtonpost.com/entry/misconceptions-about-hiv-aids_us_565de26de4b072e9d1c36fda  Accessed march 28, 2017.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย นายแพทย์ณัฐพล พฤทธิ์พงศ์พันธุ์ แก้ไขล่าสุด 30/11/2020