การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การติดเชื้อเอชไอวี ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกโจมตี หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เกิดโรคเอดส์ได้ และนี่คือสิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้เกี่ยวกับ การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ เพื่อจะได้ป้องกันตัวเอง รวมถึงดูแลสุขภาพโดยรวมของคุณได้อย่างเหมาะสม

เรื่องเด่นประจำหมวด

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

เอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นอาการในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงมีการติดเชื้อฉวยโอกาสเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ อาการในระยะแรกหลังการติดเชื้อเอชไอวี ประกอบด้วย มีไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ซึ่งคล้ายกับอาการของโรคหวัด ทำให้ผู้ติดเชื้อหลายคนอาจไม่ระวังหรือสงสัยว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี และไม่ไปพบคุณหมอตั้งแต่แรก ๆ กระทั่งติดเชื้อรุนแรงขึ้นจนเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ในที่สุด เอดส์ คืออะไร เอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือ AIDS) หมายถึง อาการในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus หรือ HIV) ซึ่งติดต่อผ่านเลือด การถ่ายเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง หรือป่วยง่ายกว่าคนทั่วไป เนื่องจากจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าในร่างกายถูกทำลายโดยเชื้อเอชไอวี ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มการติดเชื้อฉวยโอกาส คนปกติจะมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ของจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 เซลล์ต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีเซลล์ดังกล่าวประมาณ 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์เมตร เอดส์ อาการ เริ่มต้น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี […]

หัวข้อ การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ เพิ่มเติม

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

อาการคัน จากโรคเอดส์ เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นปัญหาผิวหนังที่มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลัน จนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น ไวรัสเริม โรคหูดข้าวสุก มากขึ้น อาการคันอาจเกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดโรคผิวหนังในผู้ป่วยเอชไอวีและมีอาการคันรุนแรงขึ้น สาเหตุอาการคัน จากโรคเอดส์ อาการคัน จากโรคเอดส์ เป็นเรื่องปกติที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากผื่นคันที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นปัญหาโรคผิวหนังในลักษณะต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันรุนแรงขึ้น ในบางกรณีอาจไม่สามารถรักษาได้จนทำให้เกิดรอยด่าง แผลเป็นบนผิวหนัง หรือมีอาการคันจนนอนไม่หลับ ส่งผลต่อความเครียดทางจิตใจ ซึ่งสาเหตุของอาการคัน จากโรคเอดส์ที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลัน เป็นอาการติดเชื้อเอชไอวีระยะแรก มีอาการภายใน 2-6 สัปดาห์ อาจมีอาการปวดหัว เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบวม ผื่นแดง คันที่ลำตัว มีไข้ แผลในช่องปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ ติดเชื้อฉวยโอกาส เป็นระยะติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะที่ 3 ของการติดเชื้อเอชไอวีหรืออาการโรคเอดส์ เช่น ติดเชื้อที่ผิวหนัง อาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา ทำให้เกิดผื่น ตุ่มสีแดงบนผิวหนังและมีอาการคัน ซิฟิลิส มีผื่นขึ้นบนผิวหนังประมาณ 2-8 สัปดาห์หลังการติดเชื้อ โดยเฉพาะที่ฝ่าเท้าและฝ่ามือ […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

โรคเอดส์ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) เรียกอีกอย่างว่า ระยะเอดส์ ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เชื้อสร้างความเสียหายให้ระบบภูมิคุ้มกัน จนขัดขวางกระบวนการในการต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสและเชื้อโรคอื่น ๆ ทั้งยังอาจแพร่กระจายโดยการสัมผัสกับเลือดที่ติดเชื้อ จากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดบุตร หรือให้นมบุตร การติดเชื้อเอชไอวีอาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่เชื้อจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ แม้จะยังไม่มียารักษาการติดเชื้อเอชไอวี แต่การรับประทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอก็สามารถช่วยชะลอการเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะเอดส์ได้

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

ตุ่มเอดส์ หรือตุ่ม PPE (Pruritic papular eruption : PPE) เป็นอาการทางผิวหนังที่ทำให้เกิดผื่นคันในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะโรคเอดส์ ตุ่มเอดส์มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว ใบหน้า และแขนขา อาจทำให้มีตุ่มแดงหรือตุ่มสีม่วงบนผิวหนัง มีอาการคัน เลือดคั่ง และอาจมีเยื่อเมือกบนฝ่ามือและฝ่าเท้า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และตุ่มเอดส์อาจต้องใช้วิธีรักษาตามอาการ ซึ่งผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้อาการลุกลามจนควบคุมได้ยาก ตุ่มเอดส์ คืออะไร ผื่น PPE หรือตุ่ม PPE (Pruritic papular eruption : PPE) หรือที่เรียกกันว่า ตุ่มเอดส์ คือ ผื่นคันที่มักเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน ตุ่มเอดส์เป็นอาการเริ่มต้นของเอชไอวีระยะที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง และตุ่มเอดส์จะกระจายตัวมากขึ้นเป็น 3 เท่า เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาว CD4 ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. ปัจจุบันอาจยังไม่สามารถระบุสาเหตุในการเกิดตุ่มเอดส์ได้อย่างแน่ชัด แต่อาจเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีเฉียบพลันโดยตรงทางผิวหนัง ยารักษาภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น เชื้อไวรัสเริม ซิฟิลิส หรือโรคหูข้าวสุก […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

วิธีสังเกต คนเป็นเอดส์ อาจสังเกตได้จากอาการของโรค เช่น อาจมีอาการเหนื่อยล้าตลอดเวลา มีตุ่มเอดส์ มีไข้เป็นเวลายาวนาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในระยะแรกอาจสังเกตอาการได้ยาก เนื่องจากอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่และอาจเข้าสู่ระยะไม่แสดงอาการ หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น เชื้อไวรัสอาจพัฒนากลายเป็นโรคเอดส์ที่มีความรุนแรงขึ้นได้ เอดส์ คืออะไร เอดส์ (AIDS) เป็นระยะรุนแรงของการติดเชื้อเอชไอวี มักเกิดขึ้นเมื่อจำนวนของเซลล์ CD4 คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย มีจำนวนลดลงเหลือต่ำกว่า 200 เซลล์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เพิ่มโอกาสติดเชื้ออื่น ๆ สูงขึ้นและอาจทำให้มีอาการแย่ลงอย่ารวดเร็วเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาก  ซึ่งโดยปกติควรมี CD4 อยู่ระหว่าง 500–1,500 ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่จำนวน CD4 อาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายในขณะนั้น เช่น ในช่วงร่างกายอ่อนแอ มีไข้ หรือพักผ่อนน้อย เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลัง หรือน้ำอสุจิ ที่สัมผัสกับบาดแผลโดยตรง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปากและทางทวารหนัก โดยไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกอาจแสดงอาการเริ่มต้นภายใน 1-6 สัปดาห์ จากนั้นเชื้อไวรัสจะพัฒนาไปในระยะไม่แสดงอาการจนกลายเป็นโรคเอดส์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มต้น วิธีสังเกต […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) ส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาวะอารมณ์แปรปรวน อันมีสาเหตุมาจากความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า การถูกตีตราทางสังคมจนทำให้เกิดภาวะบีบคั้นทางด้านจิตใจ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเรียนรู้วิธีการทำใจยอมรับเมื่อรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV [health-tool template="ovulation"] ปฏิกิริยาของผู้ป่วย ติดเชื้อ HIV แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากติดเชื้อเอชไอวี และเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีเมื่อทราบข่าวจะมีปฏิกิริยาปฏิเสธสิ่งที่รับรู้ เช่น ไม่ยอมรับความจริง โกรธคนที่ทำให้ติดเชื้อ (อาการแสดงออกมากหรือน้อยแล้วแต่บุคคลมีอาการตอบสนองแตกต่างกัน) ดังนั้นแพทย์ ผู้ให้คำปรึกษา รวมถึงผู้ที่อยู่รอบข้างผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะต้องเข้าใจโดยปฏิกิริยาเหล่านี้  คุณหมอเรียกว่า “ปฏิกิริยาของความโศกเศร้า” หรือ “Stage of grief” แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้ ระยะปฏิเสธ (Denial) เป็นเรื่องธรรมดาที่จะปฏิเสธสิ่งที่รับรู้ ไม่เชื่อ ไม่สามารถรับความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ระยะโกรธ (Anger) ความผิดหวังที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกโกรธ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น บุคคลที่ทำให้ติดเชื้อ รวมถึงแพทย์ที่ทำการรักษา ระยะต่อรอง (Bargaining) การร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อยากให้หายจากโรคนี้ ระยะซึมเศร้า (Depression) ระยะนี้ผู้ติดเชื้อเริ่มยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่ง  […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ (AIDS) เป็นภาวะสุขภาพที่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีหรือยาที่จะช่วยรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การรักษาด้วยยาต้านเชื้อเอชไอวีเพื่อกดไวรัสไว้ในร่างกายไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และการส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับโรคที่เป็นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรรู้ ก็คือ วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อนี้ได้ วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวี (HIV) การติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดต่อได้จาก 3 ช่องทางหลัก ๆ ได้แก่ ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือการทำกิจกรรมทางเพศ เช่น ออรัลเซ็กส์ ติดต่อผ่านทางเลือด เช่น การใช้เข็ดฉีดยาร่วมกัน การติดต่อผ่านอุปกรณ์สัก การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อเอชไอวีสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ หลังคลอด และให้นมบุตร การติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นช่องทางที่พบได้บ่อยและสำคัญที่สุดของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่ง นายแพทย์วิฉกร จิตประพันธ์ แพทย์ประจำคลินิก Pulse สีลม เผยว่า วิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายวิธี ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย หากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง เช่น เลือกขนาดให้เหมาะสม สวมถุงยางอนามัยก่อนสัมผัสอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบพื้นฐานเป็นน้ำไม่ใช่น้ำมัน จะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้เกือบ 90% และถึงแม้ในปัจจุบันจะมีวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวีในรูปแบบอื่น ๆ แล้ว แต่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยเสมอเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์หรือประกอบกิจกรรมทางเพศ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้แล้ว ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีด้วย การใช้ยาป้องกันเชื้อเอชไอวี การใช้ยาป้องกันเชื้อเอชไอวี ที่เรียกว่า “ยาเพร็พ” (Pre-Exposure […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การติดเชื้อเอชไอวี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบได้มากที่สุดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่นั้น มักจะถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันอยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อทำความเข้าใจ และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข [health-tool template="ovulation"] ทำความเข้าใจกับการติดเชื้อเอชไอวี เชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus; HIV) คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะเข้าไปทำลายเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีโอกาสในการเกิดโรคและติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และหากปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงขึ้น ก็อาจจะนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป นายแพทย์ วิฉกร ได้กล่าวไว้ว่า  “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็เหมือนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง เหมือนผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ป่วยความดันโลหิตสูง” การที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถทำได้ เพียงแค่ควรเรียนรู้ทำความเข้าใจ ว่าเชื้อเอชไอวีนั้นแพร่เชื้ออย่างไร และจะสามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวีได้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงการรักษาและการไปปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามการรักษา แนวทางในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เชื้อไวรัสเอชไอวีนั้นจะติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่งที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ เช่น เลือด น้ำนม อสุจิ หรือน้ำหล่อลื่น ดังนั้น คนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีจึงสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้ตามปกติ สามารถกินข้าวร่วมกัน เข้าห้องน้ำ ซักผ้า ใช้สบู่ และใช้ยาสีฟันร่วมกันได้ตามปกติ […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

เชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อไวรัสเอชไอวี จะไปลดจำนวนของ CD4 (Cluster of Differentiation 4) ซึ่งเป็นไกลโคโปรตีนที่มีอยู่บนผิวของเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดขาวบางชนิด ซึ่งสามารถตรวจนับจำนวนของ CD4 เพื่อใช้แทนการนับจำนวนเม็ดเลือดขาว โดยสำหรับผู้ที่ ติดเชื้อ HIV จะมีปริมาณของ CD4 ในปริมาณที่ต่ำ หมายถึงระบบภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนแอ ซึ่งระดับของ CD4 ของผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะอยู่ระหว่าง 500-1,500 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้ป่วยเอชไอวีถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะร้ายแรงที่เรียกว่า ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออีกชื่อคือ โรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อสู้กับการติดเชื้ออื่น ๆ ได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก นายแพทย์ วิฉกร จิตประพันธ์ แพทย์ประจำคลินิก Pulse สีลม ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับ การติดเชื้อเอชไอวี มาให้อ่านกันค่ะ ว่าการติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดและส่งต่อได้ทางใดบ้าง การ ติดเชื้อ HIV ติดได้อย่างไรบ้าง การติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ แต่หากได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างดี […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) จัดขึ้น ณ วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ นายแพทย์วิฉกร จิตประพันธ์ แพทย์ประจำ พัลซ์ คลินิก สาขา สีลม (Pulse clinic) จึงได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการติดเชื้อ HIV กับ โรคเอดส์ เพื่อให้เข้าใจ รับมือ และป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น การ ติดเชื้อ HIV และ โรคเอดส์ แตกต่างกันอย่างไร นายแพทย์วิฉกร จิตประพันธ์  แพทย์ประจำ พัลซ์ คลินิก สาขา สีลม (Pulse clinic) ได้ระบุถึงความแตกต่างระหว่างการติดเชื้อ HIV และ โรคเอดส์ ไว้ดังนี้ การติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus; HIV) คือเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดหนึ่ง ที่แพร่กระจายสู่ผู้ป่วย หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่สภาวะเอดส์ตามมา โรคเอดส์ […]

การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การตรวจเชื้อ HIV มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจหาเชื้อ HIV ที่อาจได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หรืออาจได้รับจากแม่สู่ลูก โดยขั้นตอนการตรวจเชื้อ HIV ได้แก่ การลงทะเบียนเพื่อรับการตรวจเลือด พูดคุยปรึกษากับคุณหมอ เจาะเลือด และนัดฟังผล โดยขั้นตอนอาจแตกต่างกันออกไปเล็กน้อยตามแต่ละโรงพยาบาล [health-tool template="ovulation"]คุ นายแพทย์ วิฉกร จิตประพันธ์ แพทย์ประจำคลินิก Pulse สีลม ได้ให้คำแนะนำถึงแนวทางการตรวจหาเชื้อเอชไอวีว่ามีอยู่ด้วยกันหลายแบบ และแตกต่างกันไปตามโรงพยาบาลหรือสถานให้บริการ อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อเอชไอวี จะมีระยะที่เราเรียกกันว่าระยะฟักตัว (Window Period) ซึ่งถ้าไม่ทราบระยะฟักตัว (Window Period) ผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อเอชไอวีอาจจะต้องทำการปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาก่อน เพื่อจะได้สามารถเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสม จากนั้นจึงจะเริ่มขั้นตอนการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ขั้นตอนการตรวจเชื้อ HIV เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม ก่อนจะไปเข้ารับ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี นั้น ผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหาร ขอแค่เตรียมกายและใจให้พร้อมก็สามารถไปเข้ารับการตรวจได้เลย ลงทะเบียนคนไข้ แรกเริ่มในการเข้าไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีนั้น สถานบริการหรือโรงพยาบาล แต่ละแห่งจะมีการลงทะเบียนคนไข้ที่แตกต่างกัน  บางแห่งต้องเตรียมบัตรประชาชน ต้องใช้หมายเลขบัตรประชาชน ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง แต่บางแห่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวใด ๆ สามารถเข้ารับการตรวจแบบนิรนาม (Anonymous) ได้เลย พูดคุย และประเมินความเสี่ยงเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว ทางผู้ให้บริการจะเรียกผู้รับบริการที่ต้องการตรวจหาเชื้อเอชไอวี เข้ามาพูดคุยก่อน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวีในเบื้องต้น […]