เบตาเซอร์ค® (Betaserc®)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

สรรพคุณยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน)

เบตาเซอร์ค® (Betaserc®) หรือตัวยา เบตาฮีสทีน ใช้เป็นยารักษาอาการโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคมีเนีย (Ménière’s syndrome) ซึ่งเป็นอาการเกิดจากความดันของของเหลวส่วนเกินในหูชั้นใน

วิธีการใช้ยา

ควรกลืนยาทั้งเม็ด ห้ามบดเคี้ยว พร้อมน้ำหนึ่งแก้ว

วิธีเก็บรักษา

ควรเก็บยา เบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) ไว้ในอุณหภูมิห้อง โดยห่างจากแสงและความชื้นโดยตรง ไม่ควรเก็บในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง อาจมียาชนิดเดียวกันนี้ที่มียี่ห้อต่างกัน ที่ต้องการจัดเก็บแตกต่างกัน หรือสอบถามจากเภสัชกรของคุณ เพื่อความปลอดภัย ควรเก็บยาไว้ให้ห่างจากเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรล้างยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) บนพื้นห้องน้ำหรือเทลงในท่อระบายน้ำ และทิ้งผลิตภัณฑ์นี้เมื่อหมดอายุหรือไม่จำเป็นอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรของคุณสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทิ้งผลิตภัณฑ์คุณอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ก่อนใช้ยาควรแจ้งข้อมูลเหล่านี้แก่แพทย์ของคุณหาก :

  • คุณกำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะที่คุณให้นมบุตรนั้น คุณควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • คุณกำลังใช้ยาอื่นๆ เช่น ยาที่คุณสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ เช่น ยาสมุนไพรและอาหารเสริม
  • คุณมีอาการแพ้ส่วนผสมยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) หรือยาอื่น ๆ ที่กำลังใช้อยู่ หรือไม่ใช้แล้ว
  • คุณมีโรคอื่นๆ มีความผิดปกติ ทางพยาธิสภาพตามที่แพทย์ระบุไว้

ความปลอดภัยในการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์หรือขณะให้นมบุตร

ไม่มีข้อมูลทางการศึกษาที่เพียงพอสำหรับกำหนดความเสี่ยงในการใช้ยานี้ในระหว่างตั้งครรภ์หรือขณะให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณ เพื่อประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะใช้ยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน)

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงบางอย่างอาจเกิดขึ้นเมื่อใช้ยานี้เช่น :

ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีผลข้างเคียงเหล่านี้แตกต่างกัน หรืออาจมีบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาระหว่างการใช้ยา

ยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) อาจมีปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ ที่คุณกำลังใช้อยู่ โดยอาจเปลี่ยนแปลงประสิทธิผลของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปฏิกิริยาดังกล่าว ควรรวบรวมรายชื่อยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ (รวมถึงยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ยาที่ไม่ระบุชื่อยาสมุนไพร) และแจ้งแพทย์และเภสัชกรของคุณ เพื่อความปลอดภัยของคุณอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ผลิตภัณฑ์ที่อาจมีผลต่อยานี้ เช่น

  • moclobemide
  • Selegiline
  • isocarboxazid
  • phenelzine
  • dimenhydrinate
  • Diphenhydramine
  • Cinnarizine
  • Cetirizine

และอื่น ๆ

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยการเปลี่ยนแปลงประสิทธิผลของยา หรือเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรงยิ่งขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับปฏิกิริยากับกับอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่เป็นไปได้ก่อนใช้ยานี้

 

ปฏิกิริยาของยากับพยาธิสภาพปัจจุบัน

ยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) อาจมีปฏิกิริยากับพยาธิสภาพของคุณ ในปัจจุบัน โดยอาจทำให้อาการทรุดลง หรือทำให้ประสิทธิผลของยาเปลี่ยนแปลง  ควรรายงานให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับพยาธิสภาพปัจจุบันของคุณอยู่เสมอ

  • เป็นเนื้องอกของต่อมหมวกไต
  • แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • โรคหอบหืด
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มีเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายที่ใช้สร้างสารพอร์ไฟริน (Porphyrins) ผิดปกติ

ปริมาณการใช้ยา

ข้อมูลนี้ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณก่อนที่จะใช้ยาตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน)

ปริมาณยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) สำหรับผู้ใหญ่

ปริมาณยาที่แนะนำคือ 8 มก. 3 ครั้ง/วัน

ปริมาณยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน) สำหรับเด็ก

ไม่มีการกำหนดปริมาณยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากอาจเป็นอันตราย ควรทำความเข้าใจถึงความปลอดภัยของยาก่อนใช้และโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยาเบตาเซอร์ค® (เบตาฮีสทีน)

ยาเม็ด

  • 8 มิลลิกรัม
  • 16 มิลลิกรัม
  • 24 มิลลิกรัม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

ในกรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรติดต่อบริการฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดในพื้นที่ของคุณ

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยา ควรรีบรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ เว้นแต่เวลานั้นมีความใกล้เคียงกับเวลาในการใช้ยามื้อถัดไปของคุณ ให้ข้ามขนาดยาที่ลืมไปและใช้ขนาดยาปกติตามที่กำหนดไว้ ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: พฤศจิกายน 12, 2019 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2019

แหล่งที่มา